Stmeen's Blog


[Q.3]Sino-Portugese Style
September 17, 2009, 3:39 pm
Filed under: Uncategorized

ประวัติศาสตร์การเกิดสถาปัตยกรรมรูปแบบชิโนโปรตุกีส ในจังหวัด ภูเก็ต

ภูเก็ต เป็นชื่อที่ใช้เรียกในปัจจุบัน ซึ่งก่อนหน้านี้เราใช้ชื่อว่า ” ภูเก็จ ” แปลว่าเมืองแก้ว ซึ่งตรงกับความหมายเดิมที่ชาวทมิฬเรียกเมืองนี้ว่า ” มณีคราม ” แต่เดิมคำว่า ภูเก็ต ปรากฏอยู่บ้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาและสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ตามหลักฐานที่ปรากฎเมื่อ พ.ศ. 1568 ภูเก็ตเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์มานานนับพันปีและเป็นที่รู้จักของนักเดินเรือที่ใช้เส้นทางระหว่างจีนกับอินเดียผ่านแหลมมลายู มีหลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดแสดงในแผนที่เดินเรือชาวปโตเลมี ซึ่งได้กล่าวถึงการเดินทางจากแหลมสุวรรณภูมิลงมาแหลมมลายู ต้องผ่านแหลมจังซีลอนซึ่งก็คือเกาะภูเก็ตนั้นเอง จังหวัดภูเก็ตมีข้าหลวงประจำจังหวัดคนแรกคือพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา

จังหวัดภูเก็คนั้นได้แบ่งการปกครองเป็น 3 อำเภอ คือ อำเภอเมือง อำเภอกะทู้และอำเภอถลาง ภูเก็ต ตามประวัติศาสตร์ไทยเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรตามพรลิค์ ต่อมาจนถึงสมัยอาณาจักรศีวิชัย และสมัยอาณาจักรศิริรรมนคร เรียกเกาะภูเก็ตว่า ” เมืองตะกั่วถลาง ” เป็นเมืองที่ 11 ใน 12 เมืองนักษัตร โดยใช้ตราประจำเมืองเป็นรูปสุนัข จนถึงสมัยสุโขทัยเมืองถลางขึ้นอยู่กับเมืองตะกั่วป่าในสมัยกรุงศรีอยุธยา ชาวฮอลันดาเข้ามาค้าขายแร่ดีบุกเป็นจำนวนมาก ดังนั้นเกาะภูเก็ตทางตอนเหนือและตอบกลางเป็นเมืองถลางที่มีคนไทยปกครอง ส่วนทางตะวันตกและตอนใต้ของเกาะเป็นเมืองภูเก็ตซึ่งมีชาวต่างชาติเข้ามาอาศัย ในสมัยก่อนยังไม่มีคำว่าภูเก็ตปรากฏแต่มีคำว่าเมืองถลาง หรือเกาะถลางตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลางและตอนปลายชาวต่างประเทศโดยเฉพาะชาวโปรตุเกสเริ่มเรียกภูเก็ต แทนจังซีลอนที่เคนเรียกกันมาก่อน ซึ่งมีจดหมายของพ่อค้าฝรั่งเศสที่เขียนขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2229 บางตอนกล่าวถึงเมืองภูเก็ต พอสรุปได้ว่า เป็นเมืองชายแดนของสยาม มีดีบุกอำพัน และไข่มุข

จนสมัย กรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น พม่าได้ยกทัพมาตีหัวเมืองต่าง ๆ ทางใต้ เรื่อยมาถึงเมืองถลาง ขณะนั้นเจ้าเมืองถลางเพิ่งถึงแก่กรรมลง คุณหญิงจันภริยา และคุณมุกน้องสาว ได้รวบรวมกำลังพลต่อสู้กับกองทัพพม่าจนแตกพ่ายกลับไป เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2328 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจึงทรงกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคุณหญิงจันเป็นท้าวเทพกระษัตรีและคุณหญิงมุกเป็นท้าวศรีสุนทร
ในราวศตวรรษที่ 16 ได้มีชาวตะวันตก จีน และอินเดีย อพยพเข้ามาอาศัยอยู่บริเวณคาบสมุทรมลายู และช่องแคบมะละกา ซึ่งทำให้ภูเก็ตได้รับอิทธิพลดังกล่าวไปด้วย โดยเฉพาะในเรื่องภาษา การแต่งกาย ประเพณีต่าง ๆ รวมถึงการก่อสร้างอาคารที่พักต่าง ๆ ในราวศตวรรษที่ 18-19 ซึ่งเป็นช่วงปฎิวัติอุตสหกรรมของชาวตะวันตกการค้าแร่ดีบุกจึงได้เจริญรุ่งเรืองมาก และพื้นที่ตอนใต้ของเกาะ โดยเฉพาะบริเวณที่เรียกว่า ” ทุ่งคา ” เป็นบริเวณที่มีแร่ดีบุกอุดมสมบูรณ์ ต่อมาหลวงพิทักษ์ทวีป ซึ่งเป็นเจ้าเมืองในสมัยนั้น ได้ย้ายเมืองจากบ้านเก็ตโฮ่ มาตั้งเมืองใหม่บริเวณทุ่งคา และได้มีการตั้งมณฑลฝ่ายตะวันตก ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนเป็นมณฑลภูเก็ต โดยพระยารัษภานุประดิษฐ์มหิศรภักดี หรือคอซิมบี้ ณ. ระนอง นอกจากนั้นท่านยังได้เป็น

ผู้วางรากฐานเมืองภูเก็ตที่นำความเจริญรุ่งเรือง ด้านการวางผังเมือง รวมทั้งรูปแบบอาคารตึกแถว ซึ่งยังคงหลงเหลืออยู่ ณ. ปัจจุบันนี้

คนจีนฮกเกี้ยน
คนจีนฮกเกี้ยนในเกาะภูเก็ต
เดิมเป็นกลุ่มที่มีความชำนาญในการทำเหมืองแร่ดีบุกในปีนังและสิงคโปร์ ได้เดินทางอพยพเข้ามาอยู่ในเกาะภูเก็ตเนื่องจากภูเก็ตสมัยนั้นอุดมสมบูรณ์ด้วยแร่ดีบุกและไทยได้ให้การส่งเสริมในการทำเหมืองแร่ดีบุก จึงมีการเข้ามาอยู่อาศัยทั้งนายเหมืองและกรรมกร ในสมัยรัชกาลที่ 5 แร่ดีบุกเป็นที่ต้องการในตลาดทั่วโลก จึงทำให้การทำเหมืองแร่ดีบุกในภูเก็ตมีการขยายรุ่งเรืองอย่างรวดเร็ว จนแรงงานด้านทำเหมืองขาดแคลน ท่านพระยารัษฎานุประดิษฐ์ได้แก้ปัญหาด้วยการนำเรือไปรับคนจีนที่เมืองเอ้หมึงมายังเกาะภูเก็ตถึงปีละ 3 เที่ยว จึงทำให้คนจีนที่อยู่ในเกาะภูเก็ตมีเพิ่มเป็นจำนวนมากและนอกจากทำเหมืองแร่ดีบุกแล้วบางส่วนยังประกอบอาชีพค้าขาย จนทำให้เกาะภูเก็ตรุ่งเรืองมาถึงปัจจุบัน

คนจีนบ้าบ๋า
คนจีนบ้าบ๋า
ชาวจีนบ้าบ๋าหรือจีนช่องแคบ (Straits Chinese) หมายถึงลูกหลานที่มีพ่อเป็นจีน แม่เป็นมาเลย์หรือ คนพื้นเมือง เมื่อพ่อล่องเรือมาค้าขายแล้วจอดพักเรือแถบช่องแคบมะละกา ซึ่งเป็นจุดหลบมรสุมที่ดีของชาวเรือ การจอดพักนี้บางคราวกินเวลานานนับเดือน จึงมีโอกาส พบกับฝ่ายหญิงซึ่งเป็นคนพื้นเมืองในแถบนี้ ความสัมพันธ์นี้ทำให้เกิดเชื้อสายที่เป็นสายเลือด ผสมขึ้นมา สายเลือดใหม่เหล่านี้มีเป็นจำนวนมาก กระจายตัวอยู่ทั่วไปในแถบช่องแคบมะละกา ทั้งในสิงคโปร์ มะละกา ปีนัง ภูเก็ต และในบริเวณใกล้เคียงพวกเขามีวัฒนธรรมที่เป็นรูปแบบใหม่ ต่างจากบิดามารดา คือมีการผสมผสานวัฒนธรรมระหว่างจีนและมาเลย์เข้าด้วยกัน ภูเก็ตมีชาวจีนบ้าบ๋าเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในตัวเมืองภูเก็ตและมีอิทธิพลทางวัฒนธรรมเข้มแข็งครอบคลุมคนกลุ่มอื่น จนกลายเป็นวัฒนธรรมกระแสหลักของเมืองนี้ในอดีตชาวจีนบ้าบ๋าภูเก็ตได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมกระแสหลักจากปีนัง ด้วยในอดีตภูเก็ตสัมพันธ์ใกล้ชิดกับปีนังมาก ความเจริญทั้งทางด้านวัตถุและวัฒนธรรมมาจากเมืองปีนังจึงแพร่เข้าสู่ภูเก็ตในทุกทาง

รูปแบบทางวัตถุที่โดดเด่น คือ สถาปัตยกรรมชิโน-โปรตุกีสนั้นภูเก็ตเลือกรับมาใช้อย่างตรงไปตรงมา

แต่วัฒนธรรมด้านอื่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหาร การแต่งกาย หรือภาษาชาวจีนบ้าบ๋า ในภูเก็ตรับมาแล้วดัดแปลงให้เข้ากับรูปแบบสังคมของตน

ชาวโปรตุเกส
ในสมัยก่อนจังหวัดภูเก็ตมีชาวต่างชาติมาติดต่อค้าขายเป็นจำนวนมาก ชาวโปรตุเกสก็เป็นกลุ่มคนอีกจำนวนหนึ่งที่มีอยู่มากในจังหวัดภูเก็ต ด้วยสาเหตุมาจากการติดต่อค้าขายจึงทำให้จังหวัภูเก็ตได้เป็นที่รู้จักในหมู่ของชาวโปรตุเกส

ชาวฮอลันดา
กลุ่มคนชาวฮอลันดาก็เป็นอีกกลุ่มคนหนึ่งเช่นกันที่ได้มาทำธุรกิจติดต่อค้าขายกับจังหวัดภูเก็ต เมื่อกลุ่มคนเหล่านี้เข้ามาก็ได้นำศิลปะแบบโคโลเนียลเข้ามาในจังหวัดภูเก็ตเช่นกัน เราจะพบเห็นได้ในจังหวัดภูเก็ต
________________________________________________________

ลักษณะศิลปะใน สถาปัตยกรรมแบบ ชิโนโปรตุกีส
sino-portugese
วัฒนธรรมต่างชาติผ่านจิตรกรรมปูนปั้นบนตึกแถวแห่งการค้าขาย
ศิลปะแบบตะวันตกที่ปรากฎอยู่ในอาคารแบบชิโน-โปรตุกีส

1. ศิลปะโปรตุกีส
– รูปแบบตึกแถวบ้านพักกึ่งพาณิชย์
– การตกแต่งหน้าต่างด้วยซุ้มโค้งแบบแบนและเจาะช่อง
2. ศิลปะแบบฮอลันดา (ดัตช์) ยุคเจ้าอาณานิคม
– ฮอลันดาเรียกเก็บภาษีตามขนาดความกว้างของหน้าอาคารที่ติดกับถนนในประเทศอาณานิคมของตน ทำให้เจ้าของอาคารต้องขยายตัวอาคารไปในทางลึก และในราวปี พ.ศ. 2293 ฮอลันดาได้ออกกฎหมายห้ามคนมะละกาซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวจีนสร้างบ้านใหม่ คนจีนจึงปรับปรุงบ้านตึกแถวของตนให้สวยงามน่าอยู่มากขึ้น โดยเฉพาะด้านหน้าอาคาร
3. ศิลปะอังกฤษยุคเจ้าอาณานิคม
– การตกแต่งหน้าต่างด้วยซุ้มโค้งครึ่งวงกลม เจาะช่องแสดงเป็นรูปแฉก ซึ่งนิยมมากในศิลปะยุคนีโอคลาสสิกของอังกฤษ
– อังกฤษออกกฎหมายใช้ในสิงคโปร์ กำหนดให้ทางเท้าหน้าบ้านกว้าง 5 ฟุต ชาวจีนฮกเกี้ยนเรียกว่า “หง่อคาขี่”

ตึกแถวที่มีเสา และโค้งเรียงอยู่เป็นแนว อยู่หน้าตึกชั้นล่าง ซึ่งรับระเบียงชั้นสอง ทำให้ เกิดลักษณะที่เรียกว่า “อาเขต” หรือหงอคาขี่ ในภาษาจีนฮกเกี้ยน ซึ่งหมายถึง ทางเดินกว้าง ๕ ฟุตจีน ที่มีหลังคาคลุม สามารถเดินได้ต่อเนื่องกันตลอด

4. ศิลปะแบบนีโอคลาสสิก
– หัวเสาแบบมาตรฐานของกรีก-โรมันสามแบบ ได้แก่ ดอริก (หัวเสาเรียบ ไม่มีลวดลาย) ไอโอนิก (หัวเสารูปก้นหอย) และคอรินเทียน (หัวเสาทำเป็นใบไม่ประดับ)
– หน้าบันอาคารและจั่วซุ้มประตูหน้าต่างรูปสามเหลี่ยมหน้าจั่ว
ลวดลายปูนปั้นของหัวเสา และกรอบประตูหน้าต่าง ตลอดจนลวดลายตกแต่งต่างๆ
ล้วนปราณีต งดงามแบบยุโรป หัวเสามีทั้งแบบ***ริค (Doric Order) ไอโอนิค (Ionic Order)
คอรินเธียน (Corinthian Order) และแบบผสมลักษณะต่าง ๆ อันแสดงออกถึงอิทธิพล “เรอเนสซองส์” และ “นีโอคลาสสิค” แต่บานประตูหน้าต่าง ตลอดจนการตกแต่งภายใน กลับเป็นแบบจีนปนไทย หรือจีนแท้ ผสมอยู่ในลักษณะที่เหมาะสม
order
Doric Order เป็นแบบที่เรียบง่าย มั่นคงแข็งแรง เป็นแบบแพร่หลายมากที่สุดและเก่าแก่ที่สุด วิหารที่งามที่สุดของกรีกมักเป็นหัวเสาแบบนี้ เนื่องจากชาวกรีกนิยม ความเรียบง่าย ลักษณะของเสาส่วนล่างจะใหญ่แล้วเรียวขึ้นเล็กน้อย ตามเสาจะแกะเป็นร่องลึกเว้า (Flute) ๒๐ ร่อง ตอนบนของเสาจะมีคิ้วที่โค้งออกมา ( Echinus) รองรับแผ่นหินสี่เหลี่ยม ( Abacus) ต่อจากนั้นจึงเป็นโครงสร้างของจั่ว

Ionic Order เป็นแบบที่ให้ความรู้สึกอ่อนช้อยนุ่มนวล มีลักษณะเรียบกว่าดอริค ตอนบนและตอนล่างของเสามีขนาดเท่ากัน มีร่องเว้า ๒๐ ร่อง แต่ระหว่างร่องมีแถบเรียง (Filler) คั่นแต่ละร่องเว้า ตอนบนของเสาแกะสลักเป็นรูปก้นหอย ( Volute) ส่วนบนจะมีแผ่น หินสี่เหลี่ยม ( Abacus) คั่นไว้ เสาแบบไอโอนิคนี้มีขนาดเล็กกว่าเสาแบบดอริค และนิยมสร้างฐาน ( Base) ทำให้เสามีรูปทรงระหงมากขึ้นซึ่งต่างจากเสาแบบดอริคที่ไม่นิยมสร้างฐานรองรับ

Corinthian Order ให้ความรู้สึกหรูหรา ฟุ่มเฟือย นิยมนำมาเป็นแบบอย่างใน สมัยโรมัน ลักษณะหัวเสามีการตกแต่งโดยแกะเป็นรูปดอกไม้ ใบไม้ โดยดัดแปลงมาจากใบอาคันธัส (Acanthus) รูปร่างคล้ายผักกาด ทำเป็นใบซ้อนกันสองชั้น แล้วแต่งด้วยดอกไม้ ส่วนล่างของเสามีฐานรองรับแบบเดียวกับไอโอนิค

อาคารเก่าในภูเก็ต นับเป็นสถาปัตยกรรมแบบผสม จีน – ยุโรป จึงมีผู้กล่าวกันว่า อิทธิพลสถาปัตยกรรม ซึ่งได้รับจากชาวจีน ที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานในปีนังแล้ว ยังได้รับอิทธิพลสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล (Colonial Influence) จากปีนัง และสิงคโปร์ในสมัยตกอยู่ภายใต้อาณานิคมการปกครองของอังกฤษ
________________________________________________________

สถาปัตยกรรมแบบชิโนโปรตุกีสตามแบบฉบับคนภูเก็ต
sino-portugese
ชิโน-โปรตุกีส ตึกเก่าที่งดงามกลางเมืองภูเก็ต ชิโน-โปรตุกีส (Sino-Protuguese) เป็นชื่อเรียกรูปแบบทางสถาปัตยกรรมรูปแบบหนึ่ง คำว่า

“ ชิโน” มีคาวมหมายว่า คนจีน ส่วนคำว่า “ โปรตุกีส” มีความหมายว่า โปรตุเกสนั่นเอง ศิลปะสกุลนี้มีลักษณะผสมผสานระหว่างจีนกับยุโรป

กล่าวคือ ศิลปะแบบจีนจะปรากฎอยู่ตามลวดลายปูนปั้นบนผนังด้านนอก หรือลายแกะสลักที่บานประตูและหน้าต่างชั้นล่าง ทำเป็นลาย ประเภทน้ำเต้า ประแจจีน ลายเมฆ ลายดอกไม้ เป็นต้น ส่วนความเป็นยุโรปที่มีอิทธิพล ของโปรตุเกสเป็นหลัก ผสมด้วยอังกฤษและฮอลันดา ซึ่งล้วนเป็นประเภทล่าอาณานิคม
ในยุคนั้นจะปรากฎชัดในลักษณะโครงสร้างของตัวอาคาร เช่น ชั้นล่างก่อเป็นช่องโค้งยาวต่อเนื่องกันเป็นทางเดินเท้า (อาเขต) หรือการใส่ศิลปะแบบนีโอคลาสสิก (หมายถึงศิลปกรรมคลาสสิกของกรีก-โรมันที่กลับมานิยมอีกครั้งในประเทศตะวันตก) ตามหน้าต่างชั้นบน หัวเสา เป็นต้น เพราะชาวจีนเชื่อว่าหงส์จะปรากฎตัวเมื่อบ้านเมืองสุขสงบ
ลักษณะสถาปัตยกรรมแบบชิโน-โปรตุกีสนี้ ปรากฎอยู่ตามเมืองท่าต่างๆในแถบมลายู ซึ่งเคยเป็นเมืองขึ้นของชาติตะวันตกมาก่อน ได้แก่ สิงคโปร์ ปีนัง มะละกา จากนั้นจึงแพร่เข้าสู่ภูเก็ตโดยผ่านทางปีนัง
ตึกเก่าแบบชิโน-โปรตุกีสส่วนใหญ่ปรากฎอยู่ในตัวเมืองภูเก็ต บริเวณถนนถลาง ถนนดีบุก ถนนพังงา ถนนกระบี่ และถนนเยาวราช ส่วนมากตึกเหล่านี้สร้างขึ้นในช่วงปลายรัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาลที่ 7 ปัจจุบันอาคารหลายหลังถูกดัดแปลง ซ่อมแซมด้วยวัสดุใหม่ หรือถูกปล่อยทิ้งร้างให้เสื่อมโทรมแต่ก็มีบางหลังที่เจ้าของยังคงบูรณะดูแลอย่างดี
________________________________________________________

เรื่องราวแห่งวัฒนธรรมและประเพณีความเชื่อบนงานสถาปัตยกรรมชิโนโปรตุกีส
sino-portugese
ศิลปะแบบจีนที่ปรากฏอยู่ในอาคารแบบชิโน-โปรตุกีส
– โครงสร้างหลังคานิยมทำแบบเก๋งจีน มุงด้วยกระเบื้องดินเผาแบบจีน แสงด้วยบานเกล็ดไม้ เลือกใช้สีทาบ้านที่เป็นมงคล และถูกโฉลกกับเจ้าของบ้าน
– เลือกทิศการตั้งบ้านตามฮวงจุ้ย ไม่ตั้งบ้านหันหน้าตรงกับทางแยก หรือมีภูเขา โรงพยาบาลตรงกับหน้าบ้าน
– ประดับอาคารด้วยลวดลายปูนปั้นหรือลายแกะสลักที่เป็นสัญลักษณ์สื่อถึงความเป็น สิริมงคล ได้แก่
1. ค้างคาวหมายถึงโชคลาภ
2. ผลท้อหมายถึงให้มีความยั่งยืน
3. ดอกพุดตานหมายถึงความคั่ง ร่ำรวย และมียศศักดิ์
4. แจกันหมายถึงให้ร่มเย็นเป็นสุข
5. คันฉ่องเป็นหนึ่งในมงคลแปดประการของจีน
6. ตัวอักษรซิ่วเขียนในวงกลม มีความหมายถึงความยั่งยืนดังที่สมหวัง
7. ดอกบัวหมายถึงความปรองดองหรือการอวยพรให้มีบุตรในเร็ววัน เพราะดอกบัวนั้นผลิดอกและออกผลในเวลาเดียวกัน
8. เสือช่วยขจัดสิ่งชั่วร้าย
9. หงส์เป็นสัญลักษณ์ของความสงบร่มเย็น
– อาคารที่สร้างเพดานสูง เจาะช่องแสงให้มีการระบายอากาศ (แต่ยังไม่มีบ่อน้ำ) และทำผนังฉาบ ปูนขาว เพื่อช่วยระบายความร้อนได้ดีในฤดูร้อน เป็นรูปแบบที่อังกฤษนำเข้ามาโดยผ่านอินเดีย
– บัลโคนีหรือระเบียงที่ยื่นออกมาจากผนังทั้งด้านข้างและด้านหน้าอาคาร
– ลายฉลุเป็นรูปแง่งขิงที่เรียกว่าลายขนมปังขิง
________________________________________________________

รูปแบบของอาคาร
sino-portugese

อั่งม้อหลาว “อั่งม้อหลาว” หรือคฤหาสน์หลังเดี่ยว “อั่งม้อ” แปลว่า ฝรั่งหรือชาวต่างชาติ ส่วนคำว่า “หลาว” แปลว่าตึกคอนกรีต

ตึกฝรั่งหลังใหญ่นี้ปลูกกระจายอยู่ตามส่วนต่างๆ ของตัวเมืองภูเก็ต บ้างก็อยู่นอกตัวเมือง เจ้าของส่วนใหญ่เป็นของเศรษฐีนายเหมือง การปลูกบ้านแบบอั่งม้อหลาวถือเป็นการประกาศฐานะและหน้าตาได้อย่างดี ความใหญ่โตโอฬาร ความงาม และความประณีตในรายละเอียด จึงเป็นสิ่งสำคัญ ส่วนที่โดดเด่นนอกจากความใหญ่โตของอาคาร คือ ลวดลายปูนปั้นที่ประดับตามส่วนต่างๆ ซึ่งช่างได้นำมาผสมผสานกันอย่างสวยงามระหว่างจีนกับฝรั่ง นอกจากนี้เพื่อเสริมความโดดเด่น คฤหาสน์เหล่านี้จึงตั้งอยู่ในอาณาเขตกว้างขวางของบริเวณบ้าน มีรั้วรอบขอบชิด คนภายนอกจึงเห็นความงามได้เพียงเลือนๆ จากระยะไกล แต่อย่างไรก็ดีปัจจุบันอั่งม้อหลาวบางแห่งเปิดให้คนเข้าชมได้อย่างใกล้ชิดเช่น บ้านชินประชา , บ้านของหลวงอนาจนรารักษ์เป็นต้น

ตึกแถวแบบชิโน – โปรตุกีส “เตี่ยมฉู่” หรือตึกแถวแบบบ้านพักกึ่งร้านค้า (Shop – house)

sino-portugese
ตึกแถวแบบชิโน – โปรตุกีส กระจายตัวอยู่บนถนนหลายสายในตัวเมืองภูเก็ตอย่างที่กล่าวแล้วข้างต้น แต่ที่มีหนาแน่นและยังสวยงามจะอยู่บริเวณถนนถลางซึ่งเป็นย่านตลาด หลายตึกมีลวดลายปูนปั้น ที่ยังสมบูรณ์ กับถนนดีบุกซึ่งเป็นย่านที่พักอาศัยเป็นบ้านของลูกหลานนายเหมือง บรรยากาศนี้จึงสงบไม่ค่อยพลุกพล่าน บ้านแบบเตี่ยมฉู่ที่อยู่บนถนนสายต่าง ๆ จะมีลักษณะทางสถาปัตยกรรมและการประดับตกแต่งในแนวทางเดียวกัน คือ เป็นตึกแถวหน้าแคบ แต่ยาวลึก ด้านหน้ามีทางเดินเท้าสาธารณะ กว้าง 5 ฟุต ที่เรียกว่า หง่อคาขี่ ประตูและหน้าต่างด้านล่างทำเป็นลายแบบจีน ส่วนหน้าต่างชั้นบนด้านหน้าอาคารมีลักษณะโค้งยาวจรดพื้นทำเป็นบานเกล็ดแบบฝรั่ง ผนังด้านหน้าอาคารประดับลายปูนปั้นศิลปะจีนและฝรั่งผสมกัน หลังคาเป็นกระเบื้องกาบกล้วยแบบจีน ภายในบ้านเจาะช่องแสงหรือที่เรียกว่า ซิมแจ้

ตัวอย่างอาคาร
sino-portugese
อาคาร ณ ถ. ถลาง และ ถ. กระบี่
แม้ว่าตึกเก่าเหล่านี้จะกระจายอยู่ทั่วเมืองภูเก็ต แต่ย่านที่มีอาคารเก่าหนาแน่น คือ ถ. ดีบุก กระบี่ ถลางและเยาวราช เนื่องจากถนนเหล่านี้เป็นย่านเก่าของภูเก็ตประวัติ ในอดีต เมืองท่าสำคัญทางฝั่งตะวันตกของแหลมมลายู มีชาวจีนเข้ามาค้าขายกันมาก ก่อนตกเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตก เช่น เมืองมะละกา มีโปรตุเกส ฮอลันดา และอังกฤษ ผลัดเปลี่ยนกันครอบครอง และนำรูปแบบศิลปวัฒนธรรมเข้ามาเผยแพร่ สถาปัตยกรรมจึงมีลักษณะผสมผสานกันระหว่างศิลปะตะวันตกและศิลปะตะวันออก เรียกว่า อาคารแบบโคโลเนียล จากนั้นก็ส่งอิทธิพลไปตามเมืองท่าต่าง ๆ อย่างสิงคโปร์ และปีนังซึ่งมีสายสัมพันธ์โดยตรงกับภูเก็ต

บ้านตระกูลตัณฑวณิช
sino-portugese
ที่ตั้ง ถ. ถลาง ห้องเลขที่ 20 (ติดกับศาลเจ้าไหหลำ) ด้านหน้าตึกทั้งชั้นล่างและชั้นบนตกแต่งตามแบบจีน และเป็นอาคารเดียวที่ยังมีสภาพสมบูรณ์ ตึกแถวห้องนี้เป็นบ้านของอ๋องบุ้นเทียม–พ่อตาของพระพิทักษ์ชินประชา อดีตนายเหมืองแร่ดีบุก เดิมเคยเป็นสำนักงานดำเนินกิจการโพยก๊วน และรับซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ด้านหน้าตึกชั้นล่างทำประตูไม้สองชั้นแบบจีน ขนาบด้วยหน้าต่างข้างละบาน สลักลวดลายลงรักปิดทองสวยงาม เหนือประตูติดป้ายชื่อสำนักงานแลกเปลี่ยนเงินตรา “ฮับหล่องฮวด” ส่วนประตูชั้นในจารึกคำจีนที่มีความหมายมงคลว่า “ให้ธุรกิจเจริญเฟื่องฟูงอกงาม” ประตูชั้นนอกแกะสลักไม้เป็นลายดอกพุดตาน อันเป็นไม้มงคลในคติจีน มีป้ายภาษาจีนครึ่งวงกลมเหนือหน้าต่างทั้งสองข้างเป็นข้อความประชาสัมพันธ์กิจการว่า ห้างแห่งนี้รับโอนเงินไปยังเมืองเซี่ยเหมิน มณฑลฮกเกี้ยนในจีน

ถนนดีบุก
sino-portugese
เป็นถนนสายยาวคล้ายกับ ถ. ถลาง แต่สงบเงียบไม่พลุกพล่าน ด้วยเป็นย่านอาศัย เจ้าของบ้านส่วนใหญ่เป็นลูกหลานนายเหมืองผู้มั่งคั่งหลายตระกูล กลุ่มอาคารตึกแถวมีลักษณะเหมือนกันเป็นกลุ่ม ๆ สี่ห้าห้องติดกันไป เพราะเศรษฐีนายเหมืองแต่ละท่านมีลูกเมียหลายคน จึงมักปลูกตึกหลายหลังต่อกันไปเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยของคนในครอบครัว โดยเจ้าของมักออกแบบตกแต่งด้านหน้ากลุ่มอาคารของตนให้เหมือนกัน จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของอาคารบนถนนเส้นนี้คือ เน้นความเป็นส่วนตัว นิยมทำรั้วลูกกรงโปร่งตากั้นหง่อคาขี่เป็นสัดส่วน และใช้ลูกกรงเป็นราวระเบียงหน้าชั้นต่าง ๆ ตึกสำคัญ ได้แก่

กลุ่มบ้านนายเหมือง
sino-portugese
ที่ตั้ง
อยู่เกือบปลาย ถ. ดีบุก ตัดกับ ถ. สตูล ตั้งแต่เลขที่ 79-87 มีจำนวนห้าห้องเรียงต่อกันไป
สองหลังแรก ได้แก่ บ้านเลขที่ 79 กับ 81 เป็นบ้านของตระกูลตันติวิท ส่วนอีกสามหลังตั้งแต่เลขที่ 83-87 เป็นบ้านของขุนวิเศษนุกูลกิจ ชั้นบนทำหน้าต่างโค้งยาวจรดพื้น ชั้นล่างเป็นประตูไม้แบบจีน ขนาบด้วยหน้าต่างข้างละบาน กรอบหน้าต่างประดับด้วยลายฉลุอย่างประณีต เน้นใช้สีทองตัดกับสีน้ำตาลเข้มให้ดูโดดเด่น เหนือหน้าต่างมีช่องระบายอากาศ ตกแต่งฉลุลายแบบจีน ทำเป็นลายเครือเถาดอกพุดตาน ตรงกลางประดับผลไม้มงคลในคติจีน อย่างผลทับทิม ผลท้อ เป็นต้น และ เหนือประตูบ้านก็ยังมีแผ่นป้ายภาษาจีนติดอยู่ (เหลือเพียงสองห้อง) ประตูมีสองชั้น ชั้นนอกมักเจาะหรือฉลุลายเป็นประตูโปร่ง เพื่อช่วยถ่ายเทอากาศภายในบ้านให้เย็นสบาย ส่วนชั้นในเป็นประตูทึบ และมักเปิดในเวลากลางวัน กระเบื้องที่ประดับตามผนังสั่งมาจากปีนัง ปัจจุบันยังคงคุณภาพทั้งสีและลวดลายอย่างชัดเจนสวยงาม

อั่งม้อหลาวของหลวงอำนาจนรารักษ์
sino-portugese
ที่ตั้ง
อยู่ปลาย ถ. ดีบุก ด้านติดกับ ถ. สตูลมีลักษณะเด่นอยู่ที่นำประติมากรรมปูนปั้นมาประดับเต็มพื้นที่ เช่น ประติมากรรมปูนปั้นรูปหงส์กางปีกบินระหว่างลายเมฆ (ยู่อี่) และดอกไม้ห้อยระย้า เป็นลวดลายอย่างจีน หงส์ หมายถึงความงามและอบอุ่น ส่วนลายเมฆ เป็นตัวแทนของความอุดมสมบูรณ์และดอกไม้นั้น น่าจะเป็นดอกท้อ เป็นเครื่องป้องกันภูตผีปีศาจ
หัวเสาแบบคอรินเทียนเป็นปูนปั้นลายใบไม้ ผสมผสานกับลวดลายแบบจีนได้อย่างงดงาม เสาโครงสร้างที่มุขข้างชั้นบน หัวเสาเป็นแบบคอรินเทียนผสมไอโอนิก คือหัวเสาม้วนเป็นก้นหอย มีลายค้างคาวแบบจีนสอดแทรกอย่างกลมกลืนกัน

ลักษณะของเสาต้นนี้เป็นแบบโรมันมีการทำบัวที่สวยงาม ลวดลายที่ปรากฏอยู่บนเสานั้นเป็นลายของดอกไม้ที่คนจีนในสมัยก่อนชื่นชอบและให้ความนับถือ
ถนน เยาวราช
sino-portugese
ปัจจุบันเป็นย่านช็อปปิ้งของนักท่องเที่ยว เพราะเป็นแหล่งขายงานศิลปหัตถกรรมและของเก่า ตลอดสองฝั่งถนนเป็นที่ตั้งของตึกแถว มีอั่งม้อหลาวของนายเหมืองแทรกอยู่บ้าง ความโดดเด่นของอาคารตึกแถวบนถนนสายนี้คือ การตกแต่งด้านหน้าอาคารที่หลากหลาย โดยเฉพาะการเจาะช่องหน้าต่างเป็นบานเกล็ดยาวจดพื้นที่หน้าอาคารชั้นสอง และอาคารที่สร้างสูงสามชั้นก็พบมากกว่าถนนสายอื่น ๆ

ตึกแถวของตระกูลลิมปานนท์
sino-portugese
ที่ตั้ง
เป็นอาคารสามชั้น เลขที่ 96 เดิมเป็นสำนักงานรับซื้อแร่ของบริษัทฝรั่ง อาคารเก่าสูงถึงสามชั้น เช่นนี้หาชมได้ยาก ตัวอาคารเป็นสถาปัตยกรรมแบบนีโอ-คลาสสิกประดับปูนปั้นแบบจีน ประตูทำด้วยไม้สลักลวดลายพรรณพฤกษาและปิดทองจนโดดเด่น ตรงกลางประตูทำเป็นวงรีรูปไข่ อันหมายถึงคันฉ่อง หนึ่งในมงคลแปดประการของจีน ด้านหน้า
ชั้นที่ 2 เป็นซุ้มโค้ง หน้าต่างรองรับด้วยเสาแบบไอโอนิกหรือก้นหอย ด้านล่างทำเป็นราวลูกกรงติดผนัง ระหว่างซุ้มโค้งประดับประติมากรรมนูนต่ำรูปสิงโตและหงส์ ซึ่งล้วนเป็นสัตว์มงคลตามคติจีน
ชั้นที่ 3 ตกแต่งวิจิตรกว่าชั้นอื่น ๆ ลายจั่วกรอบหน้าต่างเป็นลายปูนปั้นรูปใบไม้ที่อ่อนช้อย มีเสาแบบไอโอนิกก้นหอยกับแบบคอรินเทียนเป็นใบไม้ขนาบข้าง และระเบียงปิดคลุมหลังคา

พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว ( โรงเรียนภูเก็ตไทยหัว )
sino-portugese
พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัวแห่งนี้ ได้เปิดให้เข้าชมฟรีสำหรับผู้ที่สนใจงานสถาปัตยกรรมแบบชิโนโปรตุกีส ในด้านสถาปัตยกรรมภานนอกมีการใช้เสาแบบโรมัน หน้าต่างก็ยังมรการทำลวดลายประติมากรรมปูนปั้นที่สวยงามแสดงให้เห็น
พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว สร้างขึ้นใน ปีพ.ศ. 2454 เป็นสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานกันระหว่างสถาปัตยกรรม Renaissance และสถาปัตยกรรม Roman มีรูปปั้นค้างคาว ติดตั้งอยู่ใต้ฝ้าด้านนอก บริเวณหน้าจั่ว ด้านหน้าอาคาร ซึ้งถือว่าเป็น สัญลักษณ์ของความโชคดี

sino-portugese
กระเบื้องที่ปูไว้ตามทางเดินในย่านของถนนถลางที่มีสถาปัตยกรรมชิโปรตุกีส กระเบื้องที่เห็นได้รับอิทธิพลมาจากต่างชาติซึ่งมาจากสวิชเชอร์แลนด์

บทสรุป
งานสถาปัตยกรรมชิโนโปรตุกีสที่พบเห็นมากมายในจังหวัดภูเก็ตนั้นเป็นสถาปัตยกรรมที่ควรแก่คุณค่าของชาวจังหวัดภูเก็ต นั่นหมายถึงบรรพบุรุษและความเจริญรุ่งเรืองที่แสดงให้เห็นว่าจังหวัดภูเก็ตเป็นจังหวัดที่ชาวต่างชาติทั่วโลก เช่น ชาวโปรตุเกส , ชาวฮอลันดา , ชาวสวิชเอร์แลนด์เป็นต้นที่ได้เข้ามาติดต่อค้าขายกับจังหวัดภูเก็ตทั้งสิ้น
สถาปัตยกรรมชิโนโปรตุกีสส่วนใหญ่นั้นจะมีการแกะสลักจิตรกรรมปูนปั้นเป็นลวดลายต่างๆที่สวยงามทั้งที่เป็นลวดลายเกี่ยมกับวิถีชิวิตและความเชื่อของชาวภูเก็ตเองและวัฒนธรรมชาติชาวต่างชาติก็ยังมีอยู่ในจิตรกรรมปูนปั้นด้วยเช่นกัน การแกะสลักปูนปั้นที่ปรากฏอยู่ทั่วไปในจิตรกรรมชิโนโปรตุกีสเช่นภาพลูกท้อ, ภาพหงส์ , ภาพเสือ ,ภาพแจกัน ,ภาพนกกำลังเกาะอยู่บนดอกไม้เป็นต้น ภาพเหล่านี้เป็นภาพที่มีความหมายแห่งสิ่งที่มงคล ที่จะทำให้ชีวิตของคนในบ้านมีแต่ความสุข ความเจริญรุ่งเรือง ความโชคดีและปลอดภัยจากสิ่งชั่วร้าย

วิถีชีวิตคนจีนในจังหวัดภูเก็ตได้ถูกถ่ายทองผ่านงานสถาปัตยกรรมแบบชิโนโปรตุกีสจากความตั้งในของคนรุ่นหลังที่ต้องการแสดงให้เห็นว่าคนจีนภูเก็ตในสมัยก่อนมีความเป็นอยู่ ความชื่นชอบ และความเชื่อในสิ่งที่เป็นมงคลให้คนรุ่นปัจจุบันและรุ่นต่อๆได้ชื่นชมกับสถาปัตยกรรมที่สวยงามที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในปัจจบันนี้

About these ads

Leave a Comment so far
Leave a comment



Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s



Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: