Stmeen's Blog


Professional Practise I
June 14, 2009, 6:31 pm
Filed under: Uncategorized

ไม่ว่าจะด้วยสายเลือด หรือเชิ้อชาติพันธุ์ หรือเพราะดราก้อนบอลที่เคยดูเมื่อสมัยอนุบาล ทำให้ข้าพเจ้าชอบที่จะขีดเขียน วาดภาพตามหน้ากระดาษที่ว่างเปล่า หรือแม้แต่เขียนลงบนปกในของหนังสือที่เป็นหน้าว่างจนโดนดุอยู่บ่อยๆ แต่ข้าพเจ้าไม่เคยที่จะเลิกวาดภาพเลย ภาพวาดต่างๆที่เคยภูมิใจนักหนา กลับทำให้ข้าพเจ้ายิ้มขัน เมื่อมองดูอดีตที่เคยสร้างไว้บนปกในของหนังสือเล่มต่างๆ จากงานอดิเรก ที่ขีดเขียน
ข้าพเจ้าค่อยๆจริงจังขึ้นเมื่อได้เรียนศิลปะอย่างจริงจัง และข้าพเจ้าคิดว่า ข้าพเจ้าหลงรักการวาดภาพ ขีดเขียนนี้เข้าเต็มๆเสียแล้ว แต่ความคิดที่จะเรียน สถาปัตยกรรมศาสตร์ นั้น ไม่เคยอยู่ในวังวนชีวิตของข้าพเจ้าเลยแม้แต่น้อย

จนกระทั่งข้าพเจ้าได้มีโอกาสไปศึกษาในต่างแดนถึงแสกนดิเนเวีย ประเทศหนาวเหน็บอันไกลโพ้น ข้าพเจ้าได้รู็้้จักกับรุ่นพี่ซึ่งกำลังศึกษาในคณะ สถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลนีพระจอมเกล้าธนบุรี ‘เรียนคณะนี้ได้มาเมืองนอกด้วย’ คือความคิดอันแสนสั้นกุดของข้าพเจ้าที่แวบเข้ามาในสมองอันน้อยนิด แต่นั่นก็เพียงพอที่จะทำให้ข้าพเจ้าเกิดความสนใจในวิชา สถาปัตยกรรมศาสตร์ขึ้นมา

หลังจากที่กลับมายังถิ่นบ้านเกิดเมืองนอนอากาศร้อนจนขวนหงุดหงิด ข้าพเจ้าเริ่มเข้าเรียนพื้นฐานการวาดเส้น จากความคิดที่ไร้หลักลอย ข้าพจึงเริ่มสนใจวิชาชีพนี้ขึ้นมาจริงๆเสียแล้ว การทำอะไรที่รัก ทำให้มีความสุข และมันเป็นเช่นนั้นจริงๆ ข้าพเจ้าเรียนรู้อย่างสนุกสนาน และข้าพยิ่งภูมิใจขึ้นเมื่อได้รับโจทย์ยากๆ และสามารถอดทนทำมันจนสำเร็จลุล่วงไปได้
แต่ข้าพเจ้าไม่รู้ว่า ความอดทนนั้น ช่างน้อยนิด เมื่อเทียบกับสิ่งที่จำต้องพบเจอ

หลังจากนั้นข้าพเจ้าก็มุ่งเรียนการวาดเส้น ทั้งเหมือนจริง การวาดภาพทัศนียภาพ และภาพไอโซเมตริกที่เกิดมาเพิ่งจะเคยได้ยิน ยิ่งข้าพเจ้าได้ยินว่า อาชีพสถาปนิกนั้นมีรายได้ที่สูง ก็ยิ่งเกิดแรงผลักดันให้เข้าเรียนวิชานี้ยิ่งขึ้น อย่าว่าข้าพเจ้าเห็นแก่เงินเลย เพียงเพราะข้าพเจ้าอยากเรียนให้จบตามความหวังของพ่อแม่ และมีรายได้ดีๆเพื่อจะเลี้ยงพ่อแม่ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

ถึงแม้การเรียนจะทำให้ข้าพเจ้าต้องห่างจากครอบครัว แต่ทางบ้านนั้นก็สนับสนุน และยินดีที่จะส่งเสริมข้าพเจ้าในทุกๆทาง ไม่ว่าจะเรียนพิเศษ สนับสนุนอุปกรณ์ราคาแพงทั้งหลาย ที่ข้าพเจ้าเองก็ไม่เข้าใจนักว่าทำไมจึงได้มากมายมหาศาลเช่นนั้น ข้าพเจ้ายังไม่รุ้เลยว่า สิ่งที่พ่อแม่ของข้าพเจ้าลงทุนให้กับข้าพเจ้ามากขนาดนี้ จะทดแทนได้หมดหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นกำลังใจ คอยดูแล และผลักดันข้าพเจ้าอยู่เสมอๆ

และในที่สุด ทางเลือกเส้นใหญ่ที่สุดของชีวิตเด็กมัธยมปลาย ณ ประเทศไทย ที่กำลังสับสนวุ่นวายอลหม่าน ราวกับมดแตกรัง
ด้วยเหตุผลทั้งปวง ก็ทำให้ข้าพเจ้าเลือกเส้นทางที่เรียกว่า สถาปัตยกรรมศาสตร์ ลาดกระบัง
ทำไมไม่เข้าจุฬา? คำถามที่สองรองจาก เข้าคณะอะไร ที่คอยถามข้าพเจ้าซ้ำๆ ข้าพเจ้ารู้ตัวว่าข้าพจ้าเป็นคนหัวแข็ง ยิ่งยุก็เหมือนยิ่งทำให้ข้าพเจ้าไม่อยากทำตาม ข้าพเจ้าจึงเลือก สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังเป็นอันดับแรกในทันที บางที นั่นอาจเป็นเพราะ ข้าพเจ้ายังไม่รู้ว่า..ลาดกระบังมันบ้านนอกเช่นนี้นี่เอง หาดใหญ่ยังออกจะเจริญกว่าเลย และอาจารย์ผู้ปูทางด้านพื้นฐานวาดเส้นที่ข้าพเจ้าเคยเข้าคอร์สติวเข้มมานั้น เคยเรียน ณ สถาบันแห่งนี้มาก่อน และเขาทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกว่า “เท่มาก” (แต่จนถึงตอนนี้ ก็ยังไม่เห็นว่า ที่นี่จะแย่ตรงไหน และใช่ว่า จุฬาจะไม่ดี เพราะพี่สาวข้าพเจ้าเองก็เรียน สน.อยู่ที่นั่น งานก็พอๆกัน)

ใช่แล้ว ข้าพเจ้าเข้ามาในคณะนี้ด้วยเหตุผลคล้ายๆกันกับคนทั่วไป ข้าพเจ้าหลงรักในสิ่งที่ข้าพเจ้าวาดฝันไว้ ข้าพเจ้าเคยตกหลุมรักคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ เมื่อใครๆก็ต่างถามข้าพเจ้าว่า ทำไมถึงเลือกเรียนวิชานี้?
แต่เมื่อได้ศึกษา และใช้ชีวิตกับสิ่งที่ข้าพเจ้าคิดว่ารัก ข้าพเจ้าก็อกหัก เมื่อได้รู้ว่า …”มันไม่ใช่” แบบที่คิดไว้

การวาดรูป วาดเขียน กับ วิชา สถาปัตยกรรมศาสตร์ ดูเหมือนจะมีเส้นคาบเกี่ยวกัน แต่ในความเหมือนนั้น กลับมีความแตกต่างโดยสิ้นเชิง สถาปัตยกรรมศาสตร์ ไม่ได้เรียนวาดรูป เหมือนฟ้าผ่าลงกลางใจ ทำไมไม่รู้มาก่อน??? เพิ่งรู้ว่า มันมี กฎหมาย เพิ่งรู้ว่า มันมี human scale เพิ่งรู้ว่า มันมี โครงสร้างที่ต้องเรียน เพิ่งรู้ว่า มันมี visual design วิชาเดียวข้าพเจ้ารู้จักและคาดหวังไว้ คือ วิชา Delineation….ที่มีเรียนแค่เทอมเดียว! และวิชาที่พอจะใช้ความรู้จากสมัยมัธยม เช่นวิชา สถิติ ฟิสิกส์ หรือ ภาษาอังกฤษ
ข้าพเจ้าแทบอยากโขกหัวตัวเองกับโต๊ะดราฟท์ ก่อนเรียนทำไมไม่ดูก่อนว่าเค้าเรียนอะไรกัน…

ความรู้สึกนั้น ก็มาถาโถมอีกครั้งเมื่อข้าพเจ้าย่างก้าวเข้าสู่ชีวิตแห่ง การอกหักปีที่ 2 งานหนักจนแทบไม่ได้กระดิก ไม่เคยพบเคยเจอ และไม่เข้าใจว่า จะเยอะขนาดนี้ไปทำไม กลัวจะว่างหรืออย่างไร ความเครียด ความกระตือรือร้น ดิ้นรน เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าแทบไม่เคยประสบในชีวิตก่อนหน้านี้ 18 ปี
ไหนจะโดนล้มแบบ และโดนคำบ่นว่าติวิจารณ์ ต่างๆนานา ที่ข้าพเจ้าเกิดมาเพิ่งจะรู้ว่า มีการบ่น ดุ ด่า ว่า กล่าวกันอย่างจริงใจเช่นนี้มาก่อนในโลก บางครั้งก็ยิ่งกว่าข้าพเจ้าไปฆ่าลูกใครที่ไหนเข้า นั่นเป็นความรู้สึกในตอนนั้นจริงๆ หลายครั้งที่ข้าพเจ้าร้องไห้และถามตัวเองว่า ทำไมข้าพเจ้าต้องมาทำอะไรเช่นนี้…

….มันช่างเป็นอาการอกหักที่ยาวนานจริงๆ…อย่างน้อย ก็อีก 3 ปี

ข้าพเจ้ายังลองพยายามที่จะอกหักรักคุดต่อในปีที่ 3 เผื่อว่า อาจจะเปลี่ยนใจมาสมหวังในรักก็ได้ และแล้ว ความมานะบากบั่นก็เกิดผล อาจเพราะความเกียจคร้านเป็นทุนเดิม ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกผ่อนคลาย เมื่องานลดลง และมีเวลาว่างให้กับชีวิตมากขึ้น เมื่อรู้สึกว่า เดินมาได้ครึ่งทาง ก็ดูมีแรงผลักดันให้ข้าพเจ้าก้าวต่อไปโดยไม่ลังเล และทำให้ข้าพเจ้าคิดว่า บางที ข้าพเจ้าอาจจะกลับมาสมหวังในรักเช่นเดิม

ความฝันลมๆแล้งๆถูกพัดปลิวเมื่องานจำนวนมหาศาล ความละเอียด ความเข้าใจถึงแก่นแท้ในแต่ละวิชา ไหนจะทั้งยาก เยอะ จนข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่า สมองมนุษย์สามารถจดจำสิ่งเหล่านี้และเรียนรู้ทั้งหมดได้อย่างไร และข้าพเจ้าผ่านมาได้อย่างไร แต่ในที่สุด ข้าพเจ้าก็ผ่านมาแล้ว จนถึงที่นี้ ข้าพเจ้าได้แรงใจจากบุคคลรอบข้าง ทั้งอาจารย์บางท่าน และครอบครัว
หลายครั้งที่ข้าพเจ้าทำให้ครอบครัวเป็นกังวลจากความกดดันของตัวข้าพเจ้าเอง หลายครั้งที่ข้าพเจ้าเคยโทรศัพท์กลับไปแต่พูดอะไรไม่ออก เมื่อได้ยินเสียงของคุณพ่อหรือคุณแม่ ข้าพเจ้ากลับร้องไห้ออกมาจนตัวเองยังประหลาดใจ
ข้าพเจ้าอาจอ่อนแอ แต่เพราะมีครอบครัวที่คอยให้กำลังใจข้าพเจ้ามาตลอด ข้าพเจ้าจึงยิ่งรู้สึกว่า ข้าพเจ้าต้องอดทน และสู้ เพื่อพวกเขา และเพื่อตัวข้าพเจ้าเอง
ข้าพเจ้าเลือกที่จะกลับไปฝึกที่บ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง เพื่อที่จะได้อยู่กับครอบครัว ที่ปีหนึ่งจะเจอซักครั้งสองครั้ง การทำงานจริงทำให้ข้าพเจ้าได้รู้จึกสังคมแบบใหม่ การเข้ากับคนอื่น และการทำงานร่วมกับคนอื่น
ข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่า อาจเป็นเพราะข้าพเจ้าได้พบเจอกับคนทำงานดีๆ หรือวงการนี้จะเป็นเช่นนี้เสมอ ข้าพเจ้ารู้สึกดีที่ได้ทำงานจริงที่นี่ พี่ๆที่ทำงานที่ให้งาน และคอยเอางานใหม่ๆมาให้ดู รวมทั้งการสอนสิ่งต่างๆเพื่อให้ข้าพเจ้าสามารถทำงานให้ได้อย่างเต็มที่ ข้าพเจ้าได้รู้วิธีการทำงานหลายๆอย่าง รวมทั้งการเล่าถึงประสบการณ์การทำงานจริง และปัญหาที่พวกเขาเคยพบเจอ แบ่งปันประสบการณ์ต่างๆ เพื่อให้ข้าพเจ้าได้รับรู้ก่อนที่ข้าพเจ้าจะออกไปทำงานด้วยตนเอง

ข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่า หลังจากสำเร็จการศึกษาวิชาชีพนี้ ข้าพเจ้าจะยังคงเดินอยู่ในเส้นทางอาชีพนี้ หรืออาจจะคาบเกี่ยวอยู่บ้าง แต่สิ่งหนึ่งที่ข้าพเจ้าแน่ใจคือ วิชาชีพนี้ได้สอนข้าพเจ้าว่า ชีวิตไม่ได้โรยไปด้วยกลีบกุกลาบเสมอไป ทุกอย่าง ไม่ได้เป็นตามที่เราต้องการ และเราต้องอดทน ยอมรับ และความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น

แต่….ข้าพเจ้ารู้สึกโล่งอกทุกครั้ง หลังจากการ จูรี่ ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไรก็ตาม เพราะข้าพเจ้า ได้ทำลงไปอย่างเต็มที่ ณ เวลานั้นแล้ว

ไม่แน่อีกสิบปี ข้าพเจ้ากลับมาเปิดดูงานของข้าพเจ้า ณ เวลานี้ ข้าพเจ้าอาจจะยิ้มขันในผลงานที่ทำอย่างภาคภูมิใจ เหมือนกับที่ ข้าพเจ้าเคยยิ้มให้กับภาพวาดหน้าตาบูดเบี้ยวบนปกหนังสือเล่มเก่า ที่กระดาษกลายเป็นสีเหลืองผุๆ

….หรือแม้แต่บางเล่ม ที่โดนปลวกแทะไปเสียแล้ว….. …. .

15062009

 


2 Comments so far
Leave a comment

Seen….What’s a pity situation to you? But anyway, keep going…don’t give up, never surrender…ok??

Comment by อ.ไกรทอง

อ่านแล้ว…..อ่านสองรอบแล้ว…..อ.โอ๊ะก็อ่านแล้ว…..แหม…มีการส่งอีเมล์มาทวงอีกอีกด้วยนะว่าทำไมไม่เม้นต์…….วิตกจริตนะจ๊ะ…

Comment by ไกรทอง




Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s



%d bloggers like this: