Stmeen's Blog


Professional Practise II [Field Trip 04-06 Jul 2009]
July 20, 2009, 9:08 pm
Filed under: Uncategorized

วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม 2552
สถานที่แรกที่จอดให้ลงคือ บ้านเขาแก้ว จังหวัดสระบุรี ของอาจารย์ทรงชัย

เมื่อผ่านซุ้มพุ่มไม้และข้ามสะพานเล็กๆ อากาศค่อนข้างร้อนทำให้ต้องหรี่ตาลงสักครู่เพื่อปรับสายตา
ลานกว้าง ภูมิปัญญาชาวบ้านที่ทำให้พื้นที่อยู่อาศัยปลอดภัยจากสัตว์ไม่พึงประสงค์เช่นงู หรือไม่ต้องคอยกำจัดวัชพืชที่รุกล้ำเข้ามาในเขตที่อยู่ รวมทั้งยังใช้เป็นลานเอนกประสงค์ จัดงานเลี้ยงต่างๆ หรือตากเสื้อผ้า


เรือนไม้ที่อยู่เรียงราย สีไม้เก่าคลาคล่ำแต่ดูมีเสน่ห์ จากคำบอกเล่าของอาจารย์ ทำให้ข้าพเจ้าทราบว่า บ้านเรือนที่ตั้งอยู่เหล่านี้ ได้มีการยกย้ายมาถึง 3 รอบ อายุกว่าร้อยปีแล้ว เรือนใหญ่จำนวน 6 หลังที่ปลูกอยู่ในพื้นที่ๆแทรกสอดด้วยความงามของธรรมชาติ ไม้ว่าจะเป็นไม้ดอกส่งกลิ่นหอม ไม้ประดับ หรือกระทั่งไม้ผลที่ใช้รับประทานได้

แต่ที่มากกว่านั้นคือ เหล่าไม้ดอกไม้ประดับเหล่านี้ ไม่เพียงมีไว้เพื่อความสวยงาม แต่ยังเกี่ยวกับความเชื่อพื้นบ้านที่มีมานานนม เช่น มาลี โมกแก้ว ลำเจียก รวมไปถึงการใช้พืชพรรณเหล่านี้ดำรงชีวิตเช่น สมุนไพรต่างๆ และพืชผักสวนครัว
คำที่อาจารย์จิ๋วและอาจารย์ทรงชัยมักจะเน้นย้ำเสมอคือ การเป็นคนไทยนั้น มีสิ่งดีงามไม่ด้อยไปกว่าชาวตะวันตก ต่างชาติ วัฒนธรรม ภาษาที่มีคู่คนไทยมานานแสดงถึงอารยธรรมอันเก่าแก่ การอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ทั้งธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ เหมือนลานด้านหน้าที่ไม่ปลูกหญ้าแต่ปล่อยให้เป็นพื้นดิน

แต่ปัจจุบัน กำลังทำให้สิ่งเหล่านี้สูญหายไปโดยไม่รู้ตัว อุตสาหกรรมการผลิตทำให้เกิดของใหม่ๆ ชาวบ้านต่างหันมาสนใจในเทคโนโลยีสมัยใหม่ และระบบทุนนิยม ไม่สานต่อความรู้เดิมๆ อาจเป็นเพราะรู้สึกเสียเวลา หรืออาจเป็นผลผลิตใหม่ๆดีกว่าภูมิปัญญาเดิมๆก็เป็นได้ ดังนั้น โรงงานสมัยใหม่จึงควรมีการทำวิจัยผลิตสิ่งที่มีความเป็นพื้นเมืองด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ผสานกันเข้า เพื่อไม่ให้ลืมของเก่า แต่ก็ยังรับสิ่งใหม่ๆเข้าไปผสาน

ขณะที่ข้าพเจ้ายืนฟังอาจารย์ทั้งสองท่าน กลิ่นไม้ดอกลอยมาแตะจมูก กลิ่นหอมเย็นๆ ทำให้ช่วยคลายความรู้สึกร้อนจากอากาศได้บ้าง นี่อาจเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำไมเราจึงควรมีธรรมชาติอยู่รายล้อมไม่ห่างก็เป็นได้

หลังจากที่เดินถ่ายรูปจนทั่ว ไม่ว่าจะเป็นเรือนกลางน้ำ ข้ามสะพานที่ไม่ว่าใครก็ต้องหยุดถ่ายรูปแล้ว ข้าพเจ้าก็เดินออกจากบ้านเขาแก้ว และข้ามถนนไปยัง หอวัฒนธรรมพื้นบ้านไทยวน (อ่านว่า ไท-ยวน ไม่ใช่ ไทย-วน)

บรรยากาศพื้นเมือง เพลงบรรเลงให้อารมณ์ภาคเหนือคลออยู่เบาๆ หลังจากเดินตากแดดแล้ว ได้มาดื่มน้ำอัญชัญสีม่วงๆใส่น้ำแข็ง ที่ไม่ค่อยมีให้เห็นในกรุงเทพในแก้วที่มีลักษณะเป็นขัน ก็ช่วยให้กระปรี้กระเปร่าขึ้นมาได้บ้าง
เมื่อเดินลงไปข้าพเจ้าจึงได้เห็นเรือนแพอยู่ในแม่น้ำ มีพื้นที่สำหรับนั่งพักผ่อนและทานอาหาร บรรยากาศคงดีไม่น้อยถ้าได้มาทานขันโตกที่นี่ และรู้เอาทีหลังว่า ที่นี่เค้ามีไว้จัดงานขันโตกจริงๆด้วย (Space บ่งบอก??)

เมื่อทานอาหารเสร็จ อาจารย์ทรงชัยก็มีการแสดงเล็กๆน้อยๆจากน้องที่เรียนอยู่ที่นี่ ไล่จากน้องๆที่อายุน้อยๆ จนค่อยๆเพิ่มขึ้น และการแสดงที่ดูน่าสนใจขึ้นเรื่อยๆ

อีกทั้งยังมีการลงไปรำบนเรือนแพให้ได้ชมอีกด้วย

หลังจบการแสดงหลายชุดของเด็กๆ ก็ได้เวลาที่ข้าพเจ้าและเพื่อนร่วมการเดินทางครั้งนี้ต้องย้ายถิ่นอีกครั้ง และตราบใดที่สุรียายังไม่อัสดง ก็ยังไม่จบการเดินทางของแต่ละวัน……(เรียกว่าใช้แสงธรรมชาติได้คุ้มจริงๆ)
อารัญญิก เมืองกำแพงเพชร
วัดป่าอรัญวาศรี ที่ถูกทิ้งร้างกว่าร้อยปี ภายหลังจึงได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์ จะเห็นได้ว่าทั้งฐานและกำแพงต่างๆถูกสร้างด้วยศิลาแลง มีทั้งการฉาบปูนเรียบ การสร้างเสาเรียวสูง คาดว่าสมัยก่อนมีหลังคาแต่ภายหลังเสื่อมสภาพตามกาลเวลาจึงเหลือให้ข้าพเจ้าได้เห็นเพียงแค่นี้

โบราณสถานวัดพระนอน

มีฐานศิลาแลงที่ใหญ่ที่สุด มีการจัดสวนและเล่นระดับรั้วโดยรอย ซึ่งเรียกได้ว่าเป็น Sense of Landscape มีทั้งพุ่มไม้สูงเตี้ย ไม้เลื้อยต่างๆ เหมือนสวนแบบอังกฤษ ได้อารมณ์จากการมองสิ่งปรักหักพัง โบราณสถานได้รวมเข้ากับธรรมชาติอย่างกลมกลืน ความนุ่มนวลที่เกิดจากการเวลาที่ทำให้พืชพรรณ มอส เฟิร์นต่างๆมาเกาะบนสิ่งปลูกสร้าง ดูมีชีวิต ซึ่งทำให้เกิดความรู้สึกไม่กระด้างเหมือนการทาสีอย่างจงใจ
เจดีย์ประธาน โบราณสถานวัดพระนอน มีลักษณะเป็นระฆังกลม ก่อด้วยศิลาแลง ซึ่งส่วนยอดพังทลายไปแล้ว เมื่อข้าพเจ้าเดินเข้าไปจึงพบเห็นป้ายที่เขียนว่า ค้ำยันที่รัดชั่วคราวนั้น เพียงเพื่อรองบประมาณดำเนินการบูรณะ ห้ามเข้าเนื่องจากบางบริเวณมีรอยแตกร้าว และอาจหลุดพังลงมาได้ ข้าพเจ้าหัวเราะขื่นเล็กน้อยและชี้ให้เพื่อนดู….โบราณสถานที่กำลังเสียไป เพราะต้องรองบประมาณที่ยังไม่มาถึงเสียที หรือจะรอให้พังไปมากกว่านี้จึงจะจัดงบประมาณมาได้

เมื่อถ่ายภาพเจดีย์วัดพระนอนเป็นที่เรียบร้อย ดวงอาทิตย์ก็ค่อยๆลับขอบฟ้า เข้าสู่เวลากลางคืน ทำให้การถ่ายรูปของข้าพเจ้าเป็นไปค่อนข้างยากลำบาก แต่เมื่อเงยหน้ามองขึ้นท้องฟ้าจะเห็นดวงจันทร์ที่เกือบเต็มดวง และเมื่อข้าพเจ้ามองตรงไปก็เห็นแสไฟเป็นจุดเล็กๆที่ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ

โบราณสถานวัดพระสี่อริยาบถ
เทียนที่จุดสว่างไสวจากชาวบ้านและนักท่องเที่ยว เนื่องจากวันนี้มีการจัดการเวียนเทียน(ก่อนวันจริง) ทำให้วัดดูมีชีวิตชีวา และรู้สึกได้ว่า เวลาที่ทำให้สภาพของวัดเสื่อมลง ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการทำให้ผู้คนศรัทธาเลย เสียงสวดของพระและผู้คนที่เดินตามดังไปรอบๆในขณะที่ข้าพเจ้ากำลังถ่ายภาพของ พระสี่อิริยาบถ
พระพุทธรูปางลีลา (เดิน) รูปปางไสยาสน์ (นอน) ปางมารวิชัย(นั่ง) และปางประทานอภัย (ยืน) ซึ่งยังมีสภาพที่สมบูรณ์กว่าด้านอื่นๆ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นความงามแบบอุดมคติ แขนแบบงวงช้าง จีวรปลิวไสว ท่าทางคล้ายจะย่างก้าว และมีความงามของการเวลาที่มีTexture ตามผิวเนื้อ

เมื่อเดินสำรวจจนทั่วแล้ว ก็ได้เวลากลับไปยังที่พัก ทุกคนต่างกลับขึ้นรถด้วยความสนุกสนานระคนเหนื่อย แต่ทว่าสิ่งได้เห็นในวันนี้ข้าพเจ้ารู้สึกตื่นเต้น และประทับใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของอดีตที่ยังหลงเหลือมายังปัจจุบัน หรือความงามในอดีตที่ปัจจุบันมีเทคโนโลยีสูงส่ง แต่ก็มิอาจทำได้เช่นสมัยก่อน…………

——————————————————————————
วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม 2552

ฝนตก คือสิ่งแรกที่เจอหลังจากออกมาจากห้องนอนและเตรียมจะออกไปทริปในวันนี้ !! เมื่อมาเมืองเหนือ สิ่งที่จะขาดไม่ได้เลยก็คือ ข้าวซอย ร้านข้างๆโรงแรมก็คือ ร้าน โอมาห์… อาจเป็นเพราะข้าพเจ้าไม่เคยได้ลองทานดูซักครั้ง ข้าพเจ้าจึงรู้สึกว่า ข้าวซอยของที่นี่อร่อยมาก และข้าพเจ้าก็ทานที่นี่สองวันเลยทีเดียว
วันนี้ค่อนข้างจะทุลักทุเล เพราะฝนที่ตกลงมาไม่ยอมหยุด ทำให้แต่ละคนต้องเอาหมวกมาสวม เอาร่มมากางบ้าง ไหนจะต้องระวังกล้องเปียก และระวังลื่นอีก ทำเอาวุ่นวายอยู่ไม่น้อย

วัดเสลารัตนปัพพตาราม (วัดไหล่หินแก้วช้างยืน) จ.ลำปาง

สถานที่แรกที่จอดในวันที่สองของทริปนี้คือ วัดเสลารัตนปัพพตาราม (วัดไหล่หินแก้วช้างยืน) เป็นวัดที่มีศิลปะแบบล้านนา มีลวดลายงดงามทั้งหลัง โดยเฉพาะหน้าบัน ที่ซุ้มประตูมีการก่อนอิฐถือปูน เป็นรูปปั้นสัตว์แบบล้านนา กล่าวกันว่า เป็นศิลปะเหมือนซุ้มประตูโขง วัดพระธาตุลำปางหลวง

สิ่งที่สำคัญหลักๆคือ เจดีย์ วิหารล้อมวัด ลานทราย เพื่อที่พระจะได้ไม่ต้องคอยกำจัดวัชพืช และลานทรายนี่เองที่ทำให้เป็นที่มาของประเพณีขนทรายเข้าวัด อาจารย์เล่าว่า สมัยก่อนเมื่อวัดยังเป็นศูนย์กลาง บ้านจะไปทำนา หรือไปที่ต่างๆก็จะต้องมาผ่านวัด และเมื่อมีการเดินเท้าเปล่าย่ำผ่าน ทรายก็จะติดเท้าออกไปทีละเล็กละน้อย ทำให้ต้องมีการขนทรายเข้าวัดเพื่อชดเชย ทรายที่เคยเหยียบออกไป (และที่นี่เองที่ข้าพเจ้าได้ถอดรองเท้าและย่ำพื้นทรายเปียกๆในวัด เมื่อยังเดินอยู่ในลานทรายก็ไม่มีอะไร แต่เมื่อเหยียบลงมาบนพื้นปูน ถึงได้รู้สึกว่า ทรายมันทิ่มแทงจนสะบัดแทบไม่ทัน)

ภาพพระเจดีย์

ความแตกต่างที่เห็นได้ของสถาปัตยกรรมสมัยเก่าและปัจจุบันก็คือ วัดในสมัยก่อนนั้น จะไม่เนี้ยบ สวยคม ไม่สมบูรณ์แบบเหมือนในสมัยปัจจุบัน แต่ทว่า เมื่อเวลาผ่านไป มีตะไคร่ ไลเคน หรือมอสขึ้น กลับทำให้วัดสมัยก่อนดูมีเสน่ห์มากกว่า แต่ถ้าเป็นวัดที่มีความประณีต บรรจงเหมือนในปัจจุบัน จะทำให้ดูสกปรก ด่างพร้อยมากกว่า ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าคนในสมัยก่อนได้คิดถึงเรื่องนี้อย่างตั้งใจ หรือเป็นเพียงความบังเอิญ แต่นั่นจึงทำให้ สถาปัตยกรรมโบราณสถานต่างๆ ยังคงเป็นที่ประทับใจแก่ผู้คนที่ได้มาเห็นเนื่องจากเป็นสิ่งที่ มนุษย์ในเวลาปัจจุบันไม่สามารถสร้างได้

วัดไหล่หินแก้วช้างยืนนี้มีขนาดเล็ก มีการเชื่อมโยงความร่มรื่นของต้นโพธิ์ด้านหน้าวัด และตัวอาคารวัดด้วยลานทราย

สิงห์ที่ยืนอยู่ด้านหน้านั้น มีขนาดไม่เท่าที่อื่น ทำให้เกิดความลวงตาถ้าเคยเห็นตัวสิงห์จากที่อื่นๆแล้วมาเห็นที่นี่ อาจะทำให้รู้สึกว่าวัดใหญ่กว่าความเป็นจริงเหมือนที่อาจารย์เจ็งเห็นชั่วขณะหนึ่งในครั้งแรกที่เห็น แต่ข้าพเจ้าไม่เข้าใจเนื่องจากที่นี่เป็นวัดแรกที่ข้าพเจ้าเห็นสิงห์ลักษณะนี้

วัดพระธาตุลำปางหลวง จ.ลำปาง

ในขณะที่ข้าพเจ้าได้ไปวัดพระธาตุในครั้งนี้ก็ได้มีการบูรณะซ่อมแซมเจดีย์ครั้งใหญ่ โดยจำมีการซ่อมแซมส่วนยอดที่ชำรุดและปิดทองคำเปลวใหม่ ส่วนกำแพงแก้วชั้นนอก-ใน จะมีการฉาบปูนทับ และกะเทาะบางส่วนออกก่อนจะทำการฉาบใหม่ นอกจากนั้นยังมีการ บูรณะซุ้มประตู แท่นฐานพระพุทธรูป สัปทน และตุงกระด้าง(เสาฉัตร)

แต่เดิมนั้นวัดพระธาตุลำปางหลวงนั้นมีธรรมชาติ ลาน ต้นโพธิ์ เชื่อกับท้องนาโล่งๆภายนอก โดยใช้พญานาคเป็นตัวเชื่อม Space ไม่มีการตกแต่งวิจิตร โดยเฉพาะวิหารคด แต่เล่นการปิดล้อมของ Space และการนำสายตา

หอสรงน้ำพระแก้วมรกต

ข้าพเจ้าเดินย้อนกลับมาดูเนื่องจากครั้งแรกที่เดินเข้าไปนั้น ข้าพเจ้าไม่เห็นทางแยกที่จะเดินไปยังหอสรงน้ำนี้ หอสรงน้ำมีรางน้ำไว้ให้คนรดน้ำดำหัวในเทศกาลสงกรานต์ ประดับด้วยก่ออิฐ มีโครงสร้างเหมือนอาคารใหญ่แต่ตัวอาคารมีขนาดเล็ก ผนังเป็นทั้งตัวรับน้ำหนัก และตกแต่งในเวลาเดียวกัน ปรับขนาดและวิธีการจากโครงสร้างใหญ่เข้าสู่โครงสร้างขนาดเล็กได้อย่างดี แต่สภาพโดยรอบของหอสรงน้ำนี้ มีการสร้างสิ่งก่อสร้างขึ้นมาใหม่ เป็นโครงทรัสสมัยใหม่ที่ดูไม่เข้ากันกับหอสรงน้ำนี้เลย

ข้าพเจ้าคิดว่าอีกไม่ช้า หอสรงน้ำนี้คงโดนรื้อถอนออกไปอย่างแน่นอน ไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่ ที่ได้ถ่ายรูปนี้ เพราะอีกไม่นาน รูปนี้คงเป็นหนึ่งในอีกหลายๆรูปที่คนรุ่นต่อไปจะหาถ่ายไม่ได้อีก

วัดปงยางคก(วัดปงจ๊างนบ)

ที่มาของชื่อปงยางคก คือ สมัยที่พระแม่เจ้าจามเทวีจะเดินทางนำฉัตรไปบูชาที่พระธาตุลำปางหลวง ช้างที่ขี่ม้าก็หยุดเดิน และหมอบลง อยู่ ณ ที่ตั้งของวัดในปัจจุบัน และไม่ยอมไป จึงได้ตั้งวิหาร และสร้างกู่จ๊างนบไว้ (จ๊าง คือช้าง นบ คือการที่ช้างทำความเคารพ)

วิหารพระแม่เจ้าจามเทวี(ขวา)


พื้นหินที่สังเกตได้ เป็นการนำมาใส่ทีหลัง โดยไม่ได้คิดถึงการใช้งาน เพราะเมื่อเดินเท้าเปล่าแล้วจะทำให้เจ็บเท้า คนทำไม่ได้ใช้ ก่อให้เกิดปัญหาแบบนี้เป็นตัวอย่าง

หลังจากนั้นก็แวะชมบ้านท้องถิ่นที่อยู่ข้างทางไปเรื่อยๆ เจอหลังไหนที่อาจารย์จิ๋วสนใจก็แวะจอด แห่กันลงจากรถ แล้วล้อมบ้านหลังนั้นไว้อย่างกับหน่วย SWAT. ล้อมผู้ร้ายไว้ยังไงยังงั้น….ดูเหมือนคุณลุงเจ้าของบ้านเองก็ไม่พอใจ แต่เมื่อได้ยินเสียงแซวหลังจากที่แกเปิดหน้าต่างบ้านว่า แหมปกติไม่เคยเปิดหน้าต่างเลยนะ ข้าพเจ้าจึงทึกทักเอาเองว่า คุณลุง(หรือคุณปู่)คงดีใจที่มีคนมาถ่ายรูปบ้านของตัวเองอยู่เหมือนกัน

แวะไปเรื่อยๆก็ได้เจอบ้านที่มีคนแก่อายุราวๆแปดสิบกว่า บ้านหลังนั้นมีสวนสวยงาม ต้นไม้ที่เขียวชอุ่ม รวมทั้งมีลานดินแต่เฉอะแฉะเพราะฝน แต่ภูมิปัญญาชาวบ้าน ไม่ต้องลาดปูน ทำถนน แค่วางก้อนกรวดลงไปเป็นทางเดิน ก็ทำให้เดินได้ง่ายไม่ลื่นแล้ว

เมื่อจะกลับ ก็ได้รวมเงินกันให้กับพ่อเฒ่าแม่แก่ของบ้านหลังนั้น และก็ได้พรมาด้วย(ข้าพเจ้าเห็น มีการหาดอกไม้ และหลายๆอย่างมาเตรียมก็งงว่าทำอะไร เพื่อนที่ยืนข้างๆบอกว่า เป็นการรดน้ำดำหัวขอพรผู้ใหญ่ เนื่องจากที่บ้านของข้าพเจ้าเป็นคนจีน ข้าพเจ้าจึงไม่เคยรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่อย่างเป็นพิธีการซักครั้ง ถือเป็นอีกประสบการณ์ใหม่ของข้าพเจ้าเลยทีเดียว)

——————————————————————————

วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม 2552
วันนี้เริ่มทริปด้วยการแวะตามบ้านพื้นถิ่นข้างๆทางไปเรื่อยๆเช่นเดิม ระหว่างทางข้าพเจ้าเห็นลำไยออกผลดกเต็มต้นตลอดทาง

วันนี้ฝนยังคงตกอยู่ทำให้การถ่ายภาพค่อนข้างจะลำบากเพราะกลัวกล้องเปียกเลนส์เสียอีกเช่นเคย
เมื่อรถบัสจอด คราวนี้จะเป็นการไล่เดินดูบ้านตามหมู่บ้าน ไม่ใช่แค่หลังเดียวแต่ทั้งหมด ซึ่งหมู่บ้านนี้มีการทำนาเสียมาก รวมทั้งมีการนำล้อยางมาแปรรูป

ร้านโชว์ห่วยที่ขายของหายากในเมืองหลวง ทำให้นึกถึงวัยเด็กที่เคยซื้อของเล่น และขนมหน้าโรงเรียนอนุบาล มีตั้งแต่หมวก อะไหล่ จนไปถึงผัก!!

เดินมาเรื่อยๆ ในแต่ละที่ของหมู่บ้านจะมีการเขียนชื่อของสมาชิกในบ้านแต่ละบ้านไว้ด้วย

ผลไม้(หรือไม่ใช่ผลไม้?)ที่ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นหน้าค่าตามาก่อน

ข้าพเจ้าเดินเข้าไปตามซอยที่เพื่อนข้าพเจ้าโทรมาบอก เข้าไปลึกเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ได้เจอกับนาขั้นบันได ทีแรกไม่คิดว่าจะกว้างใหญ่ไพศาลขนาดนี้ แต่เมื่อได้เดินมาดูเต็มๆตาก็ถึงกับทึ่ง เพราะนาที่นี่ สวยจริงๆ!!

โดยไม่รอช้า ข้าพเจ้าและเพื่อนก็ต่างเดินลงไปในนาเพื่อเก็บภาพเหล่านี้ไว้ เนื่องจากฝนตก ทำให้ดินค่อนข้างลื่น ทำเอาบางคนลื่นหกล้มกางเกงเปื้อนโคลนกันไปตามสมัยนิยม(?)
อยากเป็นชาวนากันใหญ่


พี่ชาวนาที่กำลังมาเก็บเกี่ยวจริงๆ

หุ่นไล่กา (ฮา)

หลังจากเดินเล่นในนา ถ่ายภาพไว้มากจนเกินควร ข้าพเจ้าและเพื่อก็ต้องเดินกลับไปที่รถแล้ว ระหว่างทาง ข้าพเจ้าเจอบ้านสายเลือดไทยเต็มเปี่ยมด้วยสีธงชาติที่อยู่บนหลังคาทำให้บ้านหลังนี้ดูเด่นในทางแปลกๆอยู่ไม่น้อย

บ้านที่ใช้เสาจากต้นไม้ และยังคงรูปร่างนั้นให้เห็นอยู่อย่างชัดเจนถือเป็นสิ่งที่หาไม่ได้ตามเมืองใหญ่


ครั้นเวลาเที่ยงได้เวลาอาหาร ท้องหิวไส้กิ่วกัน ข้าพเจ้าและเพื่อนๆก็ได้มาแวะรับประทานอาหารเที่ยงกันที่วัด ซึ่งเจ้าอาวาสวัดนี้นี่เองที่จะพาพวกเราไปดูบ้านเก่าๆแก่ๆของท้องถิ่นนี้

บ้านหลังที่เข้าไปดู มีสวนสวยงาม ปลูกไว้เป็นหย่อมๆ แต่รอบๆบ้าน มีทั้งรั้วไม้ที่มีต้นไม้เลื้อย รางระบายน้ำที่ทำด้วยกรขุดดินไหลไปรดน้ำต้นไม้แต่ละแปลงด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน ไม่ต้องใช้สปริงเกอร์ให้เปลืองไฟ หรือต่อสายยางให้วุ่นวาย

ใต้ถุนบ้านนั่งสบายๆ มองดูสวนที่ปลูกไว้ พื้นดินบางส่วนที่ไม่มีคนเดินผ่านถูกมอสปกคลุม

ด้านหลังข้างนอกเป็นพื้นที่ทำครัวเพื่อไม่ให้ควันเข้าข้างในบ้าน

ระหว่างทางเดินผ่านไม้ผลหลายชนิดเช่น เงาะ ลำไย กล้วย แก้วมังกร ซึ่งนอกจากให้ร่มเงาแล้วยังให้ผลที่ทานได้ ถ้าเหลือก็นำไปขายได้อีก เป็นการอยู่แบบพอเพียง


ทุ่งนาที่อยู่ด้านนอกเป็นแนวยาว เพื่อนๆของข้าพเจ้าอดไม่ได้ที่จะลงไปเดินย่ำกันอย่างสนุกสนาน ก่อนจะโดนเรียกตัวกลับกันไม่ทัน เพราะต้องไปดูบ้านหลังต่อไป
รั้วไม้ไผ่ฝีมือชาวบ้าน ซึ่งในปัจจุบันการสร้างอาคารสมัยใหม่ก็นิยมนำไปทำเป็นส่วนหนึ่งของอาคารด้วยเช่นกัน

หลายสิ่งหลายอย่างที่ข้าพเจ้าสังเกตได้ว่า ไอเดียหลายๆอย่างก็เริ่มต้นที่ภูมิปัญญาท้องถิ่น และนำไปสานต่อได้มากมาย

และในวันนี้ ข้าพเจ้าก็ได้เห็นเรือนเครื่องผูกของจริง!! ยิ่งได้มองใกล้ๆ รายละเอียดต่างๆดูแล้วกโยิ่งน่าทึ่ง เพราะเป็นการสร้างงบ้านที่ไม่ต้องใช้ตะปูตอกเลย และใช้วัสดุธรรมชาติล้วนๆ

วัดข่วงกอม (เมืองปาน จ.ลำปาง)

ที่วัดนี้ได้มีการสร้างกุฏิเพิ่มโดยการร่วมมือกับสถาปนิก ซึ่งข้าพเจ้าคิดว่า กุฏิที่นี่ดูคล้ายกับรีสอร์ทสมัยใหม่ ที่มักมีกลิ่นอายของความเป็นพื้นถิ่นรวมกับวัสดุสมัยใหม่

เมื่อเดินทะลุวัดเข้าไปภายในจะมีหมู่บ้านของชาวบ้านอยู่ มีทั้งคอกหมู ที่มีลูกหมูวิ่งออกมาเป็นขบวนด้วยท่าทางน่ารักน่าชังน่าอุ้ม (ข้าพเจ้ากดถ่ายภาพไปมากกว่าถ่ายอย่างอื่นเสียอีก)

ยิ่งเดินเข้าไปอีก ก็ไปเจอกับโซนโคลน !! ก่อนจะไปถึงท้องนา
ค่อนข้างจะต้องลุยกันทีเดียว เพราะขั้นแรกต้องถอดรองเท้าและย่ำโคลนเละๆ ที่โดนย่ำจนหาทางเดินไม่ได้..

หลังจากที่ข้าพเจ้าผ่านด่านทรหดอดทน ทางโคลนที่มีความชันแล้ว เสียงเป่านกหวีดหมดเวลาก็ดังขึ้น เมื่ออาจารย์บอกว่า กลับได้แล้ว จะมืดแล้ว…ข้าพเจ้าจึงลุยโคลนฟรี..

________________________________________________________


Leave a Comment so far
Leave a comment



Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s



%d bloggers like this: