Stmeen's Blog


Professional Practice II [Field trip 10 – 12 Jul 2009]
July 22, 2009, 3:29 pm
Filed under: Uncategorized

*****คำแนะนำ หลังเปิดหน้าจอนี้แล้ว ไปอ่านของคนอื่นก่อนก็ได้ค่ะ เพราะอาจใช้เวลาในการโหลดรูปเล็กน้อยถึงปานกลาง*****

วันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม 2552
สนามบินสุโขทัย


ภายในมีสวนสัตว์ รวมทั้งร้านอาหาร และโรงแรม
โรงแรม

มีการวางผังแบบสมมาตร อาคารเปิดโล่ง หลังคาสูงใหญ่
ซุ้มไม้เลื้อยก่อนไปถึงสระน้ำเป็นส่วนที่ข้าพเจ้าชอบมาก เป็นสถาปัตยกรรมที่ผสานเข้ากับธรรมชาติ ต่างเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันได้อย่างลงตัว

หลังจากดูโรงแรมก็แวะทานข้าวที่ร้านก๋วยเตี๋ยวข้างใน และกล่าวขอบคุณ อำลากับวิทยากรที่พาชมสนามบิน
และข้าพเจ้าก็ได้ถ่ายภาพนครวัดมาด้วย(จำลอง) แค่เห็นก็รู้สึกเหนื่อยแทนคนทำโมเดล -_-“

ศูนย์ศึกษาและอนุรักษ์ตาสังคโลก สุโขทัย

ด้านในมีการบอกวิธีผลิต ประเภทของดินเผา ตัวอย่าง และเตาเผาโบราณ

เผานานเท่าไหร่ ใส่สารอะไรเข้าไป เผาไหม้ขนาดไหน จึงจะออกมาเป็นแบบใด มีการระบุ แล้วนำตัวอย่างมาวางให้เห็นกันเลยทีเดียว
สภาพของเตาภายใน ที่มีปัญหาอยู่บ้างในเรื่องการเก็บรักษา เพราะความชื้น และน้ำที่รั่วไหลเข้ามา

ฝนตกเมื่อขึ้นรถ จนไปถึง
วัดเจดีย์เก้ายอด ฝนซาลงจึงได้เข้าไปเดินดู ทางเดินที่เหมือนปูพรมไว้ เพราะมอสเกาะอิฐที่พื้น

วัดเจดีย์เอน

มีเจดีย์ทรงระฆังเป็นประธาน วิหารสร้างด้วยศิลาแลงด้านหน้า แต่เหลือเพียงแค่เสาที่ยังหลงเหลือ มีการสันนิษฐานว่า อาจจะเป็นหลังคาจั่วขนาดใหญ่ครอบคลุมบริเวณเสา

มรดกโลก อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย กำแพงเพชร

ภายในมีวัดวาอารามมากมาย หลายวัด ซึ่งยังมีสภาพดีอยู่และเสื่อมสภาพไปแล้ว เหลือซากอยู่บ้าง

ที่แรกที่ข้าพเจ้าเดินผ่าน(แต่ไม่ได้เข้าไป) คือ วัดทุ่งศรี อยู่ด้านนอกกำแพงเมือง

ผนังที่คดเคี้ยว ซึ่งข้าพเจ้าคิดว่า อาจเป็นเพราะแผ่นดินทรุดลง หรือจงใจ?(มาทราบภายหลังว่าคือ กำแพงคด)


หลบฝนกันอยู่ซักพักจนฝนเริ่มซา พวกเราจึงค่อยๆออกมาเดินถ่ายรูปกัน
เมื่อเดินไปด้านข้าง พบกำแพงที่สลักลายสวยงามมาก ไม่น่าเชื่อว่าคนสมัยก่อนจะทำได้ถึงขนาดนี้

วัดนางพญา

ลวดลายปูนปั้นประดับ มีความงดงามมาก เชื่อกันว่าเกี่ยวข้องกับงานประดับเมืองเหนือ

เมื่อเดินไปตามถนนต่อไป ก็ไปเจอ
วัดเจดีย์เจ็ดแถว

มีเจดีย์ประธานทรงยอดดอกบัวตูม อาจเคยถูกหลังคาคุมสันนิษฐานจากซากที่เหลือ มีการผสาน ศิลปะพม่า ขอม ล้านนาอยู่ด้วยกัน
ซากที่ยังเหลืออยู่นั้นได้รับการบูรณะ ยกหินขึ้นกลับไปวางเรียงด้วยความรู้ทางแขนงสิทยาศาสตร์ หลังจากที่สังเกตมาหลายๆที่ ยอดเล็กๆที่อยู่ด้านบนมักไม่เหลืออยู่แล้ว
วัดเจดีย์เจ็ดแถวนั้น มีระเบียงคดล้อมรอบ มีวิหารประธาน เจดีย์ริวารต่างๆ รอบๆ มีวิหารอยู่ด้านหลัง

วัดช้างล้อม

เมื่อมองจากภายนอกจะเห็นรูปปั้นช้างสีขาวอยู่รอบๆ ภายในมีซากเสาศิลาแลงหักพังอยู่ คาดว่าน่าจะเคยมีหลังคาปกคลุมเช่นกัน ภายในมีลานกว้างอยู่ (ลานมีไว้เพื่อเดินบูชาเจดีย์)


ดวงอาทิตย์ใกล้ตก ท้องฟ้ากำลังสวย ยอดวัดเป็นเงาด้านหน้า ข้าพเจ้าอยากจะถ่ายให้ออกมาเหมือนโปสการ์ด เลยยืนถ่ายท้องฟ้าอยู่หลายรอบ

______________________________________________________________
วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม 2552

วัดพระศรีรัตนมหาธาติเชลียง

เริ่มต้นวัน ตื่นกันตั้งแต่ตีห้า เรียกว่าแทบไม่ได้นอนเลยทีเดียว และเราก็ย้อนกลับมาที่เก่าที่นัดหมายไว้ แต่ว่าคราวนี้ ได้มีการซื้อต้นเทียนพรรษามาถวายพระด้วยเพราะใกล้เข้าพรรษาแล้ว
วัดพระศรีรัตนมหาธาติเชลียง ถือเป็นโบราณสถานขนาดใหญ่
องค์ประธานก่อด้วยซิลาแลง ฉาบปูน มีบันไดซุ้มทางเข้าด้านหน้า ซุ้มด้านหน้ามีการวางรูปพระพักตร์ของพระพรมหันหน้าเอามุมออก เพื่อเล่นกับตัวเจดีย์ เช่นศิลปะขอม

ข้าพเจ้าและเพื่อนๆ ได้ลองเดินขึ้นไปด้านบน เพราะได้ยินจากอาจารย์กรินว่า ข้างในมี พุ่มรูปดอกบัวอยู่ จึงพากันไปดู

ตอนขาขึ้นก็ไม่ลำบากอะไร แต่ยิ่งสูงก็เริ่มจะเสียวๆขึ้นมาบ้างแล้ว บันไดก็ยิ่งชันขึ้นเรื่อยๆ ที่เรียนมาว่า 18 เซนติเมตรคงไม่ใช่ที่แน่นอน ขาลงไม่ต้องพูดถึง แทบไม่อยากเงยหน้าเลยทีเดียว
อาจารย์จิ๋วก็ตะโกนมาด้วยความเป็นห่วงอยู่ข้างล่าง บอกว่า หลาน อย่ามองไปไกลๆ มองที่เท้าๆ
พอเริ่มพ้นจากบันไดขั้นบนสุดทั้งหมด ถึงค่อยหายเข่าอ่อน พอจะเข้าใจคำว่าเข่าอ่อนขึ้นมาบ้างแล้ว

วัดกุฎีรายหรือ กุฎาราย

เป็นอาคารสองหลัง(อีกหลังหนึ่งอยู่เยื้องๆไปด้านหลัง) ก่อสร้างด้วยศิลาแลง (ส่วนมากจะก่อสร้างด้วยศิลาแลงทั้งสิ้น สมัยก่อนอาจจะมีศิลาแลงมากก็เป็นได้ ) หลังคาก็เป็นศิลาแลง มีการก่อสร้างด้วยวิธีคอร์เบล หรือค่อยๆก่อเฉียงๆเข้ามาหากันเรื่อยๆ จะเป็นคนละวิธีกับการทำอาร์ค ซึ่งจะใช้ตัวคีย์สโตนมาเป็นตัววางสุดท้าย
ด้านหลังจะมีเจดีย์ที่พังแล้วเหลือแต่ส่วนฐาน เนื่องจากสภาพชำรุดจนไม่สามารถคาดเดาแล้วบูรณะได้ แต่ข้าพเจ้าว่า การที่มันไม่ได้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์นักก็ดูมีเสน่ห์ไปอีกแบบ ทำให้รู้สึก ขลัง และเก่าแก่ดี

วัดมหาธาตุ

ข้าพเจ้าเคยเห็นในโทรทัศน์บ่อยๆ เป็นวัดที่ตั้งอยู่กลางสุโขทัย มีกำแพง คูน้ำล้อมรอบ เมื่อมองเข้าไปจะเห็นเจดีย์ต่างๆเรียงรายมากมาย รวมถึงพระพุทธรูปที่อยู่ตามที่ต่างๆ กระจายไปทั่ว ไปทางไหนก็ยังคงเจอพระพุทธรูปตลอดเวลานั่นเอง
ขณะที่ไปถึงเป็นเวลาเที่ยง แดดค่อนข้างร้อน แต่ก็ทำให้ถ่ายรูปได้ง่ายขึ้น

เจดีย์แสดงให้เห็นถึงศิลปะสุโขทัย มีปรางทิศ 4 องค์แบบขอม เจดีย์ประจำมุมแบบล้านนาอีก 4 มุม
ข้าพเจ้าสังเกตเห็นนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ที่ขี่จักรยานอยู่โดยรอบ และมาเป็นกรุ๊ปทัวร์
ด้านล่างของพระพุทธรูปข้าพเจ้าสังเกตเห็นป้ายห้ามปีนป่าย อาจเป็นเพราะ นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติโดยเฉพาะฝรั่ง ที่มักพาลูกเล็กเด็กแดงมา และปีนป่ายด้วยความไม่รู้ และการนับถือศาสนาที่ต่างกันจึงต้องมีป้ายนี้
และในที่สุด ข้าพเจ้าก็เจอเด็กชายกับเด็กหญิงอายุประมาณ สี่ห้าขวบ ผมสีทอง ปีนป่ายนั่งเล่นอยู่บนตักพระพุทธรูป เมื่อพ่อแม่ของเด็กเดินมาเห็นก็รีบอุ้มลงแทบไม่ทัน

ที่นี่มีช่องบันไดที่แคบมากๆๆๆๆๆ เดินได้แค่พอดีขาเท่านั้น

รูปสลักที่ฐานที่ยังคงหลงเหลืออยู่ มีทั้งช้างและครุฑ

มีคนถามอาจารย์จิ๋วว่า ทำไมถึงมีวัดเรียงๆกันอยู่ใกล้ๆเยอะแยะไปหมด อาจารย์จึงถามว่า แล้วทำไมต้องปลูกบ้านไว้ใกล้ๆกัน คำตอบจึงเป็นที่กระจ่างแก่ทุกคน
อีกคำถามที่ว่า เสาที่สร้างพร้อมกัน แต่ทำไม่เหลือซากแทบจะไม่เท่ากันเลย อาจารย์ก็ให้คำตอบกระจ่างชัดอีกรอบว่า คนเกิดพร้อมกันยังตายไม่พร้อมกัน…จบข่าว

เดินออกมาทางทิศใต้จากวัดมหาธาตุอีกหน่อย ก็ไปถึงที่

วัดศรีสวาย อยู่ใกล้กับกำแพงเมืองสุโขทัยทิศใต้

มีปรางค์สามองค์ มีศิลปะแบบขอม แต่เพรียวกว่าและฐานเตี้ยกว่า มีลวดลายปูนปั้นตกแต่งประดับ
มีกำแพงศิลาแลงล้อมรอบ
ภายในมีสระน้ำขนาดใหญ่ คาดว่าอาจใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาด้วย
ด้านหน้าที่เหลือแค่เสาคาดว่าจะมีหลังคาปิดอยู่เช่นกัน

วัดพระพายหลวง

วัดแห่งนี้เคยผ่านการบูรณะในสมัยสุโขทัยหลายครั้ง เจดีย์ด้านหน้าชำรุด จนไม่สามารถคาดคะเนรูปร่างได้ มีลักษณะเป็นศิลปะแบบขอมอยู่ด้วยเช่นกัน
มีการสลักลวดลายวิจตรงดงามมาก

พระพุทธรูปที่ชำรุดแล้ว

วัดศรีชุม
null

ครั้งแรกที่เห็นไกลๆ ลานโล่งมากหลังจากเข้ามาในกำแพง มีทางเดินตรงไปยังตัววัด ที่ดูแทบจะเป็นกล่องสี่เหลี่ยมวางอยู่ตรงกลาง มีการเปิดช่องตรงกลางเพื่อให้เข้าไปศักการะพะพุทธรูปได้ ดูเป็นวัดที่มีหน้าตาแปลกมาก
วัดศรีชุมนั้นประกอบด้วย มรฑปที่เหลือเพียงตัวอาคาร แต่หลังคานั้นถูกทำลายลงแล้ว
ด้านหน้าเป็นวิหารที่เหลือเพียงเสา เหมือนทุกๆที่ที่ผ่านมา
ด้านขวามือข้างหลังมีมณฑปขนาดเล็กๆอยู่
ข้างๆมรฑปใหญ่ก็คือวิหารขนาดเล็กซึ่งมีพระพุทธรูปอย่ภายในเช่นกัน

ต้นมะม่วงที่อยู่ข้างหน้ามีอายุกว่าเจ็ดร้อยปี(จากการคาดเดาของอาจารย์จิ๋ว) ทำให้วัดนี้ดูสมบูรณ์มากขึ้น
วัดศรีชุมนี้ถือเป็นโบราณสถานขนาดใหญ่ มีพระพุทธรูปปางมารวิชัย (นั่ง) อยู่ ทราบภายหลังว่า พระพุทธรูปนี้เคยได้มีการบูรณะแล้วโดยการใช้น้ำยาบางอย่างจากประเทศญี่ปุ่นขัดล้างคราบตะไคร่ที่อยู่บนพระพุทธรูป ก่อนที่จะเห็นว่าเป็นสีอย่างในปัจจุบันนี้
ในการปลูกต้นไม้ของที่นี่ มีการยกเนินด้วยศิลาแลง เป็นส่วนหนึ่งของการจัดแลนด์เสคป
ด้านหลังของมณฑป จะเห็นว่ามีแท่นเสาโผล่ขึ้นมาอีกสองแท่น เมื่อข้าพเจ้าลองถามดู ก็มีการคาดคะเนว่า อาจเคยมีพระพุทธรูปสถิตอยู่ก่อน

สรีดภงส์ คือเขื่อนเก็บน้ำของเมือง สวยงามมาก ด้านหลังเป็นภูเขา และการเดินทางของวันนี้ก็จบลง

_______________________________________________________________________

วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม 2552
วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ

สิ่งแรกที่ได้ยินคือเสียงของมรรคทายกที่บอกให้คนเข้ามาบริจาคเพื่อซื้อหนังสือเรียนให้เณร ไม่เหมือนวัดอื่นๆที่ไม่มีหนังสือเรียนจริงๆให้เณร และพูดต่อไปเรื่อยๆไม่หยุด เหมือนกับขายของที่เปิดท้ายยังไงยังงั้น ไม่หยุดแม้กระทั่งอาจารย์ขอเวลาเพื่อจะให้ความรู้กับนักศึกษา
ต่อมาข้าพเจ้าก็ได้ยินอีกว่า จะมีการแจกพระเครื่องฟรี มูลค่า 199 บาทแก่ทุกคน คุณลุงคุณป้าพี่น้าอาทั้งหลายก็รีบมาต่อแถว ถ้าบริจาคอีกยี่สิบบาทกจะได้พระสององค์ ข้าพเจ้ารู้สึกแปลกๆกับคำที่ดูเหมือนเป็นโฆษณากลายๆ ความศรัทธากับการค้า???


ข้าพเจ้าอาจคิดมากไปเอง หรือมองโลกในแง่ร้าย แต่เมื่อวัดที่เจริญมากๆ ต้องเป็นแบบนี้ ข้าพเจ้าก็ไม่อยากให้หลายๆวัดต้องกลายเป็นเช่นนี้เลย
ทุกสิ่งคือเงิน ความดีทำได้ด้วยการจ่ายเงินทำบุญ การได้บุญคือการทำบุญด้วยเงินเพียงอย่างเดียวเช่นนั้นหรือ?
แต่ความศรัทธาก็ยังทำให้คนสบายใจที่จะยอมจ่ายเพื่อให้ได้บุญแบบที่เชื่อถือกัน
อาจมีเพียงข้าพเจ้าที่มีความคิดแปลกแยก แต่ข้าพเจ้าเชื่อในการปฏิบัติมากกว่าการทำบุญ พระที่ข้าพเจ้าเคารพได้บอกว่า การทำกุศลเป็นบุญอย่างหนึ่ง แต่การปฏิบัตินั้น สำคัญยิ่งกว่า
กลายเป็นมาพูดเรื่องบุญกรรมได้อย่างไรก็ไม่รู้………….

ภายในสามารถถ่ายรูปได้ แต่ห้ามยืน
มีการตกแต่งอย่างวิจิตรงดงาม และ ซุ้มทำบุญมากมาย

รดน้ำมนตร์และทำบุญ (!)

ฝักบัวที่อยู่ด้านนอก ชวนให้ข้าพเจ้าสงสัยว่ามีไว้ทำอะไร แต่ก็คลายข้อสงสัยเมื่อเพื่อนซื้อไป แล้วบอกว่า กินตรงเมล็ดมัน ข้าพเจ้าลองชิมดู และก็หยุดไว้ที่เมล็ดนั้น

สถานที่สุดท้าย วัดราชบูรณะ จ.พิษณุโลก

อากาศร้อนมาก จนไม่อยากขึ้นสะพานลอย
เมื่อเข้าไปก็จะเห็นมณฑปที่กำลังสร้างอยู่พอดี

สร้างขึ้นในสมัยสุโขทัย มีพระอุโบสถเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน ประตูหน้าต่างเป็นบานไม้แกะสลัก
พระวิหารอยู่ถัดไปข้างๆ
ด้านใน มีการตกแต่งด้วยสีทองดูเป็นประกาย แต่ทว่าสีที่เสาโดนคนนังพิงจนหลุดลอกไว้ จนกระทั่งมีป้ายห้ามนั่งพิงไว้

null

ขากลับ เดินไปเจอกลุ่มคนเสื้อแดงและตำรวจที่คอยดูแลความเรียบร้อยอยู่…

หวังว่าซักวันหนึ่งบ้านเมืองเราคงจะสงบเสียที……………….
บางทีคนอาจจะไปวัดไปโบสถ์น้อยลง น่าจะลองจับมาร่วมทริปนี้ดูซักครั้ง
_____________________________________________________
จื่อจีจื่อปี้ ไป่จ้านไปเซิ่ง
รู้เขา รู้เรา ร้อยรบร้อยชนะ
มิใช่ว่าข้าพเจ้าจะไปสู้อะไรกับใคร แต่ข้าพเจ้าต้องสู้กับตัวเอง
การที่จะพัฒนาอะไรก็ตาม จะต้องรู้ถึงที่มา ความเป็นมา การวิวัฒนาการ หรือประวัติของสิ่งนั้นๆ จึงจะสามารถสานต่อเพื่อโยงไปถึงอนาคตได้ เช่นกัน ในทริปนี้ทำให้ข้าพเจ้าได้รู้ถึงสถาปัตยกรรมสมัยก่อนของประเทศไทยในภาคเหนือ และสิ่งที่เห็นด้วยตาตัวเองมิใช่เปิดหนังสือ ทำให้ข้าพเจ้าได้เข้าใจมากกว่าการอ่านเพียงแค่ในหนังสืออย่างเดียว และนำสิ่งที่ได้พบเห็น ดูการใช้ภูมิปัญญาต่างๆ มาประยุกต์เข้าใช้กับวิชาการที่ข้าพเจ้าเคยได้เรียนมา และใช้พัฒนาตนเอง

ข้าพเจ้าขอจบลงด้วยคำสอนของวัดคือ
ชีวิตคือการต่อสู้ จงเป็นอยู่ด้วยความอดทน
อย่างที่ข้าพเจ้าเคยเขียนในควิซแรก ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้ปูด้วยกลีบกุหลาบ เราต้องยอมรับในบางสิ่ง ต่อสู้กับผู้อื่นและตนเอง และก้าวต่อไปเป็นผู้ใหญ่ที่เต็มไปด้วยประสบการณ์ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวิชาการ หรือการดำเนินชีวิตประจำวันก็ตาม

null
____________________________________________________________


Leave a Comment so far
Leave a comment



Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s



%d bloggers like this: